[ Better, Not Done ]

กรอบคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ถือเป็นหลักการที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
.
เป็นกรอบคิดถูกนำไปใช้ในองค์กรชั้นนำทั่วโลกและแน่นอนปรับใช้กับหลายๆ ด้านในชีวิตของเราได้เป็นอย่างดี สร้างแรงบันดาลใจ นวัตกรรม หรือแม้แต่ประสิทธภาพในการทำงาน
.
แต่ด้วยความที่มันแพร่หลายมากๆ ไปทั่วโลกนี่แหละที่มันเป็นปัญหา
.
มันเป็นแนวคิดจากศาสตราจารย์ แครอล ดเว็ค (Carol Dweck) นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ถูกเผยแพร่ผลงานผ่านหนังสือชื่อ “Mindset: The New Psychology of Success” ในปี 2006
.
📌 ซึ่งจำแนกกรอบความคิดออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. กรอบความคิดแบบเติบโต (growth mindset) ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลนั้นมีมุมมองต่อความสามารถและสติปัญญาของตนเองว่าเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้ รวมถึงการลงมือทำอย่างตั้งใจและทุ่มเท
    .
  2. กรอบความคิดแบบยึดติด (fixed mindset) ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลนั้นมีมุมมองต่อความสามารถและสติปัญญาของตนเองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้

ดเว็คบอกว่า “ความนิยมก็มีราคาที่ต้องจ่าย บางครั้งคนก็ทำให้ไอเดียมันบิดเบี้ยวและสุดท้ายก็ไม่ได้รับผลประโยชน์ของันอย่างแท้จริง เรื่องนี้เริ่มเกิดขึ้นกับงานวิจัยเรื่อง ‘growth mindset’ และ fixed mindset’ ของฉันในระดับบุคคลและองค์กร”
.
หากสรุปงานวิจัยโดยย่อคือคนเชื่อว่าความสามารถของตนสามารถพัฒนาได้ (ผ่านการทำงานหนัก กลยุทธ์ที่ดี และฟีดแบ็กจากผู้อื่น) จะมี Growth Mindset หรือ กรอบความคิดแบบเติบโต คนเหล่านี้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าผู้ที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด (คนที่เชื่อว่าความสามารถเป็นของขวัญที่ติดตัวมาแต่กำเนิด)
.
เหตุผลที่เป็นแบบนั้นก็เพราะคนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโตไม่ค่อยกังวลว่าจะต้องดูฉลาดต่อหน้าคนอื่น และพร้อมทุ่มเทพลังงานไปกับการเรียนรู้มากขึ้น เมื่อองค์กรนำกรอบความคิดแบบเติบโตมาใช้ พนักงานรายงานว่ารู้สึกได้รับอำนาจและมุ่งมั่นมากขึ้น นอกจากนั้นพนักงานยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรมากขึ้นในการทำงานร่วมกันและนวัตกรรม
.
แต่ในทางตรงกันข้ามพนักงานในบริษัทที่มีกรอบความคิดแบบยึดติดรายงานว่ามีการโกงและหลอกลวงมากขึ้นในหมู่พนักงาน ซึ่งอาจมีสาเหตุมากจากการพยายามเอาชนะในการแข่งขันด้านความสามารถของแต่ละคน
.
“Growth Mindset” กลายเป็นคำฮิต (Buzzword) ที่ถูกหยิบมาใช้อยู่บ่อยๆ แต่ดเว็คบอกว่าคนก็เข้าใจมันผิดบ่อยๆ เช่นเดียวกัน
.
🎯 โดยความเข้าใจผิดๆ 3 ข้อใหญ่ๆ เกี่ยวกับ Growth Mindset คือ

  1. ฉันมี Growth Mindset อยู่แล้ว และมีมาตลอด : ดเว็คบอกว่าคนมักจะสับสนระหว่าง Growth Mindset กับการเป็นคนเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และมีมุมมองเชิงบวกต่อสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พวกเขามีมาตลอด เราเรียกสิ่งนี้ว่ากรอบความคิดแบบเติบโตที่ไม่จริง (“False Growth Mindset”)
    .
    เราทุกคนเป็นส่วนผสมระหว่าง “Fixed Mindset” และ “Growth Mindset” และส่วนผสมนี้จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้น
    .
    ​คนที่มี Growth Mindset แบบ 100% (Pure Growth Mindset) ไม่มีอยู่จริง ซึ่งเราต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนถึงจะได้ประโยชน์จากการมี Growth Mindset อย่างแท้จริง
    .
  2. Growth Mindset คือการชื่นชมและให้รางวัลกับความพยายามเท่านั้น : ดเว็กบอกว่าเรื่องนี้ก็ไม่จริงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะในองค์กรหรือในโรงเรียน เพราะสำหรับ Growth Mindset ผลลัพธ์ก็สำคัญเหมือนกัน “ความพยายามที่ไม่โปรดักทีฟไม่เคยเป็นเรื่องดี” ดเว็กอธิบาย
    .
    มันจำเป็นมากที่จะให้รางวัลไม่ใช่แค่กับความพยายามแต่กับการเรียนรู้และการพัฒนาไปข้างหน้า และให้ความสำคัญกับกระบวนการที่สร้างผลลัพธ์ที่ดีเหล่านั้น
    .
    ยกตัวอย่างเช่นการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ลองกลยุทธ์ใหม่ๆ หรือการยอมรับความล้มเหลวและใช้มันเพื่อก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    .
    ความพยายามเป็นสิ่งที่ดี แต่Growth Mindset ไม่ใช่แค่การชื่นชมความพยายามเท่านั้น ต้องมีการวางแผน พยายามมุ่งไปที่เป้าหมาย และให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ออกมาด้วย
    .
  3. แค่ปลูกฝัง Growth Mindset และเรื่องดีๆ จะเกิดขึ้นเอง : การที่องค์กรบอกว่าจะปลูกฝัง Growth Mindset เอาคนมาสอน มีคลาส มีมิชชันอยากให้สร้างกรอบคิดแบบพัฒนาได้ เป็นสิ่งที่ดี แต่นั่นไม่เพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าองค์กรไม่ได้ปรับโครงสร้างหรือกฎระเบียบเพื่อให้ Growth Mindset เติบโตได้จริงๆ
    .
    องค์กรต้องสนับสนุนการลองเสี่ยงที่มีเหตุผลมากพอ โดยที่รู้ว่าไม่ใช่ทุกการทดลองจะสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ ให้ความสำคัญและเห็นคุณค่ากับบทเรียนที่เกิดขึ้นแม้ว่ายังไม่ไปถึงเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ ต้องสนับสนุนการทำงานร่วมกันในส่วนต่างๆ ขององค์กร แทนที่จะแก่งแย่งเอาชนะกัน ต้องมุ่งมั่นที่จะช่วยให้คนในองค์กรทุกคนเติบโต ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องส่งเสริมอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือแม้จะแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านี้แล้ว การบรรลุถึง Growth Mindset ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุผลหนึ่งคือเราทุกคนมี ‘ตัวกระตุ้น’ Fixed-Mindset เป็นของตัวเอง เมื่อเราเผชิญความท้าทาย ได้รับคำวิจารณ์ หรือทำได้แย่กว่าคนอื่น เราอาจรู้สึกไม่มั่นคงหรือเข้าสู่โหมดพยายามแก้ต่างเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งการทำแบบนั้นก็จะขัดขวางการเติบโต
.
สภาพแวดล้อมการทำงานของเราก็เต็มไปด้วยตัวกระตุ้น Fixed-Mindset เช่นกัน บริษัทที่เน้นการแข่งขัน ให้คนในองค์กรเอาชนะกันเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานทำให้ยากมากสำหรับคนที่จะฝึกความคิดและพฤติกรรมแบบ Growth-Mindset เช่น การแบ่งปันข้อมูล การทำงานร่วมกัน สร้างนวัตกรรม หาข้อเสนอแนะ หรือยอมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

.

หนังสือ Mindset : https://shorturl.at/s1YGA


อ้างอิง :

https://hbr.org/2014/11/how-companies-can-profit-from-a-growth-mindset
https://hbr.org/2016/01/what-having-a-growth-mindset-actually-means

[ #เก่งแบบเป็ด 🦆 ]

[ Better, Not Done ]


ไม่พลาดบทความที่จะช่วยให้คุณเก่งขึ้นจาก Producktivity

เพียงกรอก e-mail ที่ลิงก์นี้ -> Subscribe 📮 <-, รับรองไม่มี Spam แน่นอนครับ

Leave a comment