[ Better, Not Done ]

เขียนมาสิบปีพี่โสมีคำแนะนำสำหรับคนอยากเริ่มเขียนยังไงบ้าง?
.
เมื่อวานน้องเบ้น Benz Arnun ชวนไปคุยเรื่องหนังสือที่อ่าน (เรียกว่าป้ายยาก็ได้) แต่มีช่วงหนึ่งเบ้นถามคำถามนี้ เลยอยากแชร์เพิ่มหน่อย
.
✏️ 1. เริ่มเขียนแล้วตันเป็นเรื่องปกติ อย่าไปซีเรียส ปัญหาคือเราพยายามจะเค้นน้ำส้มออกจากส้มที่น้ำหมดแล้ว เหมือนพยายามบิดผ้าที่แห้งแล้วยังไงน้ำมันก็ไม่ออกมา เพราะฉะนั้นหมั่นเติมน้ำครับ เติมสิ่งที่มีค่า มี Input ดี มีชัยไปกว่าครึ่งบอกเลย
.
อยากเขียนเยอะ ให้ Input เยอะๆ แต่ต้องเป็น Quality Input อันนี้สำคัญ
.
ผมยังเชื่อเรื่องการอ่านหนังสือ 1,000,000% และไม่เชื่อเรื่องการอ่านสรุปหนังสือสักเท่าไหร่ รู้สึกว่าความรู้จากหนังสือถ้าเราได้เอามาใช้ในชีวิตจริง เอามาลองทำ เอามา apply กับชีวิตมันจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้
.
✏️ 2. ไม่ต้องเร็ว ขอให้ถูกทิศ : นี่คือเรื่อง Speed กับ Velocity เลย ซึ่งอ่านมาจาก The Great Mental Models เล่ม II และสำคัญมากกับการทำงานหรือการพัฒนาตัวเอง
.
เราเชื่อว่าทำเยอะๆ เร็วๆ เดี๋ยวเก่งเอง ไม่ถูกซะทีเดียวครับ
.
ถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้สกิลนั้นพัฒนา หรือไม่รู้ว่าเป้าหมายทิศทางของเรากำลังไปทางไหน ก็เหมือนวิ่งอยู่กับที่
.
​Speed คือเราวิ่งเร็วเป็นวงกลมก็ได้ แต่ Velocity คือมีความเร็วและทิศทาง
.
ถ้าอยากเขียนให้เก่ง ต้องรู้ว่าเรากำลังอยากพัฒนาเรื่องอะไร มีทิศทางชัดเจนแล้วลงมือทำ ‘อย่างตั้งใจ’ ช้าไม่เป็นไร ขอให้แน่ใจว่าไปถูกทาง
.
Velocity > Speed เสมอ
.
✏️ 3. อย่าเป็น AI ที่สรุปเนื้อหา YouTube หรือ หนังสือมาลง เพราะคนจะมากดไลค์แล้วลืมเราทันที
.
สร้างเรื่องเล่าที่มีแต่เราเท่านั้นที่เล่าได้ หาประสบการณ์บางอย่าง บทเรียนที่ apply กับชีวิตจริง หาอะไรก็ได้ที่เป็นเอกลักษณ์ของเราให้คนอื่นเห็นแล้วบอกได้เลยว่า ‘อันนี้…xxx เขียน’
.
เสริมเรื่องที่เบ้นเล่าเกี่ยวกับ OPB (One Person Business) ที่บอกว่ามันเริ่มจาก Self (ความเป็นตัวเรา) -> Attention (สร้างความสนใจ) ก่อนไปสร้างสินค้าและการขายต่อไป อารมณ์แบบนี้เลย ถ้าเราข้าม Self มีแต่ Attention คนจะสนใจแต่ไม่ได้ซื้อ เพราะเขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร
.
✏️ 4. ข้อดีอีกอย่างของการเขียนคือมันช่วยให้เราได้กลั่นสิ่งที่เป็นไอเดียฟุ้งๆ ในหัวออกมาเป็นก้อนความคิดที่จับต้องได้
.
ไม่มีใครเขียนดีแต่แรก
.
Embarrassment is the cost of entry – Steven Bartlett (ผู้เขียน The Diary of A CEO)
.
หยิบหนังสือเก่าๆ ที่เคยเขียนเมื่อสิบปีก่อนมาอ่าน อย่างอาย เพราะมันรู้สึกว่าตัวเองช่างด้อยประสบการณ์แล้วยังจะมาพูดอะไรเรื่อยเปื่อยอีก ไร้สาระจัง
.
แต่ในความเขินอายนั้น เต็มไปด้วยความภูมิใจที่ผ่านมาได้ ยอมอาย ยอมรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่รู้ แต่อยากลองทำดูให้เต็มที่ จนกระทั่งผ่านมาสิบปี ตอนนี้ก็ไม่ได้เก่งนะ แต่อยู่ในจุดที่ Sean D’Souza เรียกว่า ‘Doable Greatness’ หรือเก่งพอที่จะหากินหรือทำอะไรกับมันได้บ้าง
.
useless -> average -> doable greatness -> genius
.
Doable Greatness คือช่วงที่คนอาจจะมองว่าเป็นมืออาชีพมีความสามารถบ้างนิดหน่อย นี่คือผมเลย
.
ผมไม่ได้เก่ง ไม่ใช่ Genius ไม่ได้เป็นนักเขียนรางวัลหรือขายดีอะไร แต่พอไปวัดวาได้ เอาตัวรอดได้ เป็น 80% Writer + Everything Else 🦆
.
สรุปสุดท้าย ผมบอกทุกคนว่าเขียนไปเถอะ ถ้าไม่มีใครอ่าน อย่างน้อยตัวเราก็ได้อ่าน และถ้ามีภรรยามีแม่ ก็มีคนอ่านสองคนละ 5555

[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]

[ Better, Not Done ]


ไม่พลาดบทความที่จะช่วยให้คุณเก่งขึ้นจาก Producktivity

เพียงกรอก e-mail ที่ลิงก์นี้ -> Subscribe 📮 <-, รับรองไม่มี Spam แน่นอนครับ

Leave a comment