💬 ถ้าลองเข้าไปหา quote เกี่ยวกับเรื่องนิสัยการผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) ในเว็บไซต์ Goodread เราจะเห็นเลยว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมายอย่าง Leonardo Da Vinci, Pablo Picasso, Benjamin Franklin, Eleanor Roosevelt และอีกหลายร้อยหลายพันคนเคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้วทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง
.
“คุณอาจจะรอได้ แต่เวลาไม่เคยรอ”
- Benjamin Franklin
.
“สิ่งเดียวที่รอจะทำพรุ่งนี้ได้คืออะไรก็ตามที่คุณพร้อมจะตายไปโดยที่ยังไม่ได้ทำ”
- Pablo Picasso
.
“คุณไม่สามารถหนีความรับผิดชอบของวันพรุ่งนี้ได้ด้วยการหลีกเลี่ยงวันนี้”
- Abraham Lincoln
.
และอีกมากมาย
.
คือถ้าเอาประโยคที่เคยกล่าวเกี่ยวกับการผัดวันฯมาเขียนทั้งหมดคงเขียนหนังสือได้เป็นเล่ม (แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยทำ 5555555)
.
สิ่งที่น่าตลกก็คือว่าทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าดินพอกหางหมูเป็นเรื่องที่ไม่ดี ไม่มีใครอยากทำ ไม่มีใครอยากมานั่งแก้ปัญหาหรือลงมือทำในนาทีสุดท้าย…แต่ทุกคนก็ทำอยู่ดี (ไม่ต้องอายหรอก…เราเป็นเพื่อนกันทุกคนแหละ)
.
เอาง่าย ๆ ย้อนไปตอนมหาวิทยาลัยเวลาครูสั่งงานตอนต้นเทอมบอกว่างานนี้คิดเป็นคะแนน 80% ของเกรดนะ ส่งวันสุดท้ายของเทอม…โอ้วโหวสบายหล่ะ ทั้งเทอมไม่ทำอะไรเลย มาปั่นไม่หลับไม่นอนตอนสามวันสุดท้าย
.
อัดกาแฟ+สปอนเซอร์+กระทิงแดงแทนน้ำ
.
ส่งเสร็จสลบไปสามวัน
.
ทั้ง ๆ ที่ครูก็บอกแล้วว่ามีเวลาทำทั้งเทอมสามสี่เดือน แต่ไม่ทำ…มาทำสามวันสุดท้าย ทำไมกันหล่ะ?
.
😵 มันทรมานมาก เราสัญญากับตัวเองตอนนั้นว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก เทอมหน้าถ้ามีงานแบบนี้ เราจะเริ่มทำตั้งแต่วันแรก…เราจะเป็นคนใหม่ ดินจะไม่พอกหางเราอีกต่อไป
.
เชื่อเถอะครับว่าเทอมหน้า…ก็เข้าอีหรอบเดิม อัดกระทิงแดงและกร่นด่าตัวเองในช่วงวันก่อนส่งงานต่อไป
.
แน่นอนว่าการผัดวันประกันพรุ่งนั้นทำให้เรารู้สึกดีในระยะสั้น ๆ แต่สุดท้ายมันจะกลับมาทำร้ายเราเองในที่สุด
.
มีงานวิจัยสนับสนุนเรื่องนี้เยอะมาก (คือไม่ต้องวิจัยก็น่าจะพอเดาออกแหละ) บางคนบอกว่าชอบแรงกดดันในระยะเวลาก่อนเส้นตาย บางคนอาจจะรู้สึกกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามการที่เราขอสบายก่อนและลำบากทีหลังนั้นมี ‘ค่าใช้จ่าย’ ที่เราต้องชดใช้ทีหลังเสมอ
.
งานวิจัยที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากโดย Dianne Tice ที่ตีพิมพ์ใน American Psychological Society บอกว่าผลลัพธ์ของการผัดวันนั้นมีตั้งแต่ ภาวะซึมเศร้า, ภาวะหลอกตัวเอง, ความมั่นใจตกต่ำ, ความเครียด และ ความกังวล ด้วย
.
เรารู้ดีว่านี่เป็นนิสัยที่ไม่ดีนัก มันเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีนัก นักวิจัยหลายคนเทียบมันกับการใช้ยาเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์เลยทีเดียว มันเป็นปัญหาที่ใหญ่มากสำหรับหลายคน และตั้งแต่เด็กจนถึงมหาลัยเข้าสู่วัยทำงานก็ยังเป็นเหมือนเดิม แก้ไม่หายสักที
.
เราอาจจะเริ่มต้นรู้สึกมั่นใจมาก เห็นเป้าหมายชัดเจน พอเริ่มทำไปสักพักหนึ่งก็มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น หัวหน้าอาจจะเพิ่มรายละเอียดงานเข้ามา ลูกค้าขอนัดเจอเพื่อคุยงาน เพื่อนร่วมทีมอยู่ ๆ ก็ออก ฝนตก รถติด อะไรก็ว่ากันไป
.
จากจุดเริ่มต้นที่สวยงามบางทีทำไปทำมาทำไมมันกลายเป็นความยุ่งเหยิงขึ้นมาซะงั้น สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ‘distractions’ หรือ สิ่งรบกวน อาจจะเป็นไอเดียระหว่างทาง โอกาสที่เปลี่ยนไป ความผิดพลาด คำพูดจากคนนั้นคนนี้ ฯลฯ และปลายทางกลายเป็นว่าทำอะไรก็ไม่เสร็จสักที
.
🎯 แล้วจะทำยังไงดีหล่ะ?
.
ย้อนกลับไปที่งานวิจัยของ Dianne Tice บอกว่า
.
“จากหลักฐานตอนนี้ชี้ให้เห็นว่าคนผัดวันประกันพรุ่งสนุกกับตัวเองมากกว่าทำงานที่ได้รับมอบหมาย จนกว่าแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากเส้นตายที่ใกล้จะมาถึงจะกดดันให้พวกเขาไปทำงาน ในมุมมองนี้ การผัดวันประกันพรุ่งอาจเกิดจากการขาดการควบคุมตนเองและด้วยเหตุนี้จึงต้องการพึ่งพาแรงผลักจากภายนอกที่กำหนดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงาน”
.
ความสามารถในการควบคุมตัวเอง ความแข็งแกร่งของจิตใจ และความยับยั้งชั่งใจล้วนเป็นสิ่งที่เรามักประเมินค่าตัวเองสูงเกินไปเสมอ เรามักคิดว่า “เดี๋ยวจะเขียนหนังสือเล่มใหม่ให้จบใน 3 อาทิตย์เลย”
.
ในหัวของเรามักมองตัวเองว่าเป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่งดุจหินผา แต่พองานมาจริง ๆ เหลวเป๋วยิ่งว่าเทียนไขโดนไฟลนซะอีก (อย่างเศร้า)
.
เราทุกคนล้วนเป็นพวกผัดวันฯกันทั้งนั้น ไม่ว่างานจะใหญ่หรือเล็กมากขนาดไหน เอาแค่งานบ้านง่าย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมากไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ทั้งที่มันจำเป็นมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เรายังรอให้ถึงวันสุดท้ายหรือบางทีโดนตัดไปแล้วด้วยถึงจะไปจ่าย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นก็มีเวลาให้ไป แต่ก็ไม่ทำ
.
เพราะฉะนั้นอย่าอ้างว่าเพราะเป็นงานใหญ่เลยยังไม่ทำ มันไม่จริงเลย อย่าบอกว่าเพราะต้องออกนอกคอมฟอร์ทโซนเลยเอาไว้ก่อน มันไม่ใช่
.
การผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังจะทำเลย และแพทเทิร์นมันก็จะเหมือน ๆ เดิม ตอนเริ่มอาจจะตื่นเต้นหน่อย โฟกัส แน่วแน่…แล้วทำไปได้สักพักหนึ่งคุณก็คิดว่า “อืมมม…ขอเช็คเฟสบุ๊คสักหน่อยสิ”
.
มันเริ่มต้นง่าย ๆ แค่นี้แหละ…สิ่งเล็ก ๆ เพียงนิดเดียว มันคือเสี้ยววินาทีนี้แหละที่จะพาคุณถลำลึกต่อไปเรื่อย ๆ
.
ระหว่างที่เช็คเฟสบุ๊คมีเพื่อนเขียนถึงตอนใหม่ของ “Attack on Titan” ว่าสนุกขนาดไหน เอาหล่ะสิ…ขอสักหน่อยละกันตอนเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอก
.
พอดูจบเรียบร้อย คาใจ อยากรู้ตอนต่อไปเป็นยังไง ไปหาข้อมูลบน Google เจอลิ้งค์เบื้องหลังใน YouTube เปิดดู ไปเจอเรื่องราวของคนพากษ์เสียง ไปเปิดดู Instagram เขาหน่อย กด Follow แล้วเช็คหน้าฟีดหน่อยดีกว่า โอ๊ะ…เดี๋ยวขอเปิด TikTok แป๊บหนึ่ง…
.
ผ่านไป 2 ชั่วโมง ความคิดกลับเข้ามาในหัว “ไม่ได้สิ! นี่เรามาเสียเวลาแบบนี้ได้ยังไง พอๆๆๆ ปิด ๆ” สะบัดข้อมือ เปิดงานขึ้นมานั่งทบทวนว่าทำถึงไหนแล้วทำเพิ่มไปอีกสิบนาที…”อืมมม…ขอเช็คเฟสบุ๊คสักหน่อยสิ” วนไปครับ (ใครเป็นยกมือขึ้น!!)
.
ความตั้งใจหรือความแน่วแน่ไม่สามารถเอาชนะสิ่งล่อตาล่อใจได้ทุกครั้ง (ต้องบอกว่าแรก ๆ ก็พอฝืนได้อยู่ แต่นาน ๆ ไปจะแพ้ใจตัวเองเอาได้ง่าย ๆ) เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องมีคือ ‘ระบบ’ การทำงานของตัวเอง
.
✅ นี่คือทางออก เหมือนที่ James Clear บอกครับว่า
.
“คุณไม่ได้เติบโตขึ้นไปตามระดับของเป้าหมาย แต่คุณมักจะตกลงมาอยู่ในระดับของระบบชีวิตที่คุณสร้างไว้ต่างหาก
.
เป้าหมายคือสิ่งที่คุณอยากไปให้ถึง ระบบคือชุดนิสัยเล็ก ๆ ที่คุณทำทุกวันเพื่อพาตัวเองไปถึงจุดนั้น
.
ปีนี้…ลองใช้เวลาน้อยลงกับการหมกมุ่นผลลัพธ์ แล้วให้เวลากับ ‘นิสัย’ ที่นำไปสู่ผลลัพธ์เหล่านั้นมากขึ้นแทน”
.
สร้างมันขึ้นมาให้เป็นกิจวัตรที่แน่นอน สร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจน
.
บางคนพอได้ยินคำว่า ‘กรอบการทำงาน’ ปุ๊บรีบโปกมือโวยวายบอกไม่เอาทันทีเพราะต้องการอิสระภาพ แต่ขอให้ฟังก่อน…เจ้าสิ่งที่เรียกว่าอิสระภาพนี่แหละคือศัตรูตัวฉกาจของการทำงานเลย ความจริงที่แสนเศร้าและโหดร้ายก็คือว่า ถ้าคุณอยากทำงานให้เสร็จ คุณต้องอยู่ในกรอบและกฎครับ แต่โชคดีที่ว่ากรอบและกฎเหล่านี้คุณเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองได้ เพราะฉะนั้นเขียนเลย
- กำหนดเส้นตายของงานให้ตัวเองให้ชัดเจนแล้วแบ่งงานออกมาแบบที่ทำได้ในแต่ละวัน เช่นเวลาผมแปลหนังสือจะตั้งไว้เลยว่า 3 เดือน แต่แปลแค่วันละ 3 หน้าเท่านั้น
- ทำกับเพื่อนหรือคนที่จะไม่ยอมให้เราผัดวันฯ แน่นอน (ซึ่งถ้าเขียนหนังสือก็คือ บก. นั่นแหละ สวัสดีครับ…)
- กำหนดกรอบทำงานเป็นรอบ ๆ เช่นรอบละ 90 นาที พัก 15 นาที ทำให้ชัดเจน
- ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที แค่เดินก็ถือว่าโอเคแล้ว (พยายามอย่าจ้องมือถือ อยู่กับธรรมชาติและตัวเองให้ได้ถ้าเป็นไปได้)
- ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
- จำกัดสิ่งรบกวน จัดเวลาและพื้นที่ทำงานให้มีการรบกวนน้อยที่สุด ปิดแจ้งเตือนต่าง ๆ ถ้ามีเรื่องสำคัญจริง ๆ ให้โทรหาเบอร์ส่วนตัวที่ให้ไว้กับคนที่สำคัญ ๆ ในชีวิต อย่างสามี ภรรยา ลูก พ่อแม่ และคนที่สนิท ๆ เท่านั้น ถ้าคนที่ไม่มีเบอร์นี้อยากติดต่อคุณในช่วงนี้? ก็แสดงว่าพวกเขาไม่สำคัญพอที่จะมีเบอร์นี้ครับ
ทำให้ทุกอย่างเป็นระบบ ทำเป็นประจำซ้ำ ๆ เรื่องของการผัดวันประกันพรุ่งจะลดน้อยลง งานจะเสร็จมากขึ้น คุณจะรู้สึกดีกับตัวเอง ถามตัวเองว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร ไม่ใช่การปล่อยให้งานไม่เสร็จไปเรื่อย ๆ แน่นอน หาภาพใหญ่ให้เจอ และใช้ระบบให้เกิดประโยชน์ และค่อย ๆ ทำไปทีละขั้น เราไม่มีทางเขียนหนังสือทั้งเล่มได้ภายในสามอาทิตย์ แต่ถ้าวางแผนดี ๆ และมีระบบที่ทำซ้ำได้ สามเดือนเราอาจจะเห็นหนังสือดี ๆ สักเล่มก็ได้ เหมือนที่ผมทำอยู่ตอนนี้
อ้างอิง
https://dariusforoux.com/beat-procrastination/
https://www.jstor.org/stable/40063233
https://jamesclear-com.translate.goog/3-2-1/january-2-2020

Leave a comment