[ Better, Not Done ]

🏚️ มีชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเก่าที่หลังคารั่ว ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาคิดว่า “ถึงเวลาเหมาะ” ที่จะซ่อมหลังคา
.
ฝนตกก็อ้างว่า “ตอนนี้มันเปียก ซ่อมไม่ได้”
ฟ้าใสก็พูดว่า “ไม่เห็นจำเป็นต้องซ่อมเลย”


📖 Rolf Dobelli เล่าเรื่องของชายคนนี้ไว้ในหนังสือเล่มใหม่ของเขาชื่อ ‘The Not To-Do List’ โดยอธิบายต่อว่า ถ้าคุณอยากใช้ชีวิตให้พัง เราก็แค่ทำตามตัวอย่างของชายชราคนนี้ได้เลย ค่อย ๆ ละเลยการดูแลบ้าน รถ ร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ ธุรกิจ หรืออะไรก็ตามในชีวิตของคุณนั่นแหละ นี่เป็นวิธีเดียวที่รับประกันได้เลยว่าสุดท้ายปลายทางทุกอย่างจะพังทลายลงในที่สุด
.
ง่าย ๆ แค่นี้เอง คุณก็สามารถปล่อยให้ทุกอย่างพังลงมาทับหัวในวันหนึ่งได้แล้ว
.
เหตุผลที่ผมชอบเรื่องนี้มากเพราะเราทุกคนมี “บ้านหลังคารั่ว” ของตัวเองครับ
.
บางคนคือสุขภาพที่ยังไม่ยอมไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพซะที

บางคนคือความสัมพันธ์ที่ทะเลาะเรื่องเดิมซ้ำ ๆ แต่ไม่เคยนั่งคุยกันจริงจัง

บางคนคือธุรกิจหรือการเงินส่วนตัวที่หวังแต่จะมีดีลใหญ่ ๆ มาแก้ปัญหา แต่ไม่เคยนั่งดูค่าใช้จ่าย งบการเงิน ใช้หนี้ หรือเก็บเงินอย่างเป็นระบบ
.
ที่เป็นแบบนั้น Rolf Dobelli บอกว่าเพราะเราหมกมุ่นกับ “โมเมนต์พระเอก” อันยิ่งใหญ่มากเกินไป
.
เราอยากเป็นหมอศัลยกรรมหัวใจที่ผ่าตัดได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่อดทนเป็นหมอประจำคลินิกที่จู้จี้เรียกเรามาตรวจสุขภาพทุกปีไม่ค่อยได้
.
เราฝันถึงวันที่คนรักคุกเข่าขอแต่งงานกลางร้านอาหารหรู แต่ไม่ค่อยพูดถึงการแบ่งหน้าที่ดูแลบ้าน ล้างจานด้วยกัน เอาขยะลงไปทิ้ง และคุยกันเรื่องที่หงุดหงิดใจจากที่ทำงานทุกวัน
.
ทั้งที่จริง ๆ แล้วไอ้เรื่องอย่างหลัง การดูแลรักษา (Maintenance) นี่แหละที่ทำให้ทุกอย่างในชีวิตดำเนินไปได้อย่างดีอยู่เสมอ
.
Dobelli ยกตัวอย่างสะพาน Morandi ในอิตาลีที่ถล่มลงมาในปี 2018 ในปีนั้นคนทั้งโลกพูดถึงมัน ข่าวดังไปทั่ว มีภาพกองกู้ภัย รถดับเพลิง สถาปนิกชื่อดังเข้ามาออกแบบสะพานใหม่ นี่แหละ “เรื่องใหญ่” หรือดราม่าที่เราเสพติดกัน
.
แต่ในวันพายุวันเดียวกันนั้น Dobelli บอกว่าสะพานอีกแห่งในสวิตเซอร์แลนด์ยังคงตั้งตระหง่าน ไม่ได้พัง ไม่เป็นข่าว ไม่มีใครสนใจเลย วิศวกรที่คอยดูแลสะพานนั้นเป็นประจำไม่มีรูปขึ้นหน้าแรกหนังสือพิมพ์ ไม่ได้รับรางวัล และไม่มีข่าวเรื่องครอบครัวเขา
.
นี่คืออคติแปลก ๆ ของมนุษย์ครับ
.
เราชอบยกย่องการ “กู้วิกฤต” มากกว่าการ “ป้องกันวิกฤต”
.
เวลาเห็นเรื่องราวแบบ “ฉันป่วยหนักเกือบตาย แล้ววันหนึ่งตัดสินใจลุกมาวิ่งมาราธอน” เราจะรู้สึกว่ามันน่าชื่นชมและสุดยอดมากๆ ซึ่งก็จริงนะ แต่ประเด็นคือเรามักลืมไปว่าสิ่งที่น่ายกย่องและชื่นชมไม่แพ้กันคือคนที่ไปตรวจสุขภาพ กินผัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ๆ มาตลอด 30-40 ปี
.
เรื่องใกล้ๆ ตัวอย่างเรื่องการเงิน ตอนที่เกิดวิกฤติโควิด คนที่รอดมาได้โดยไม่เจ็บตัวมากส่วนใหญ่แล้วคือคนที่ดูแลเรื่องการเงินของตัวเองมาอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
.
ซึ่งเรื่องอะไรแบบนี้จะไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น แต่ยั่งยืนกว่ามาก
.
❤️ ในความรักก็เหมือนกัน เรามักเชื่อว่า “เมื่อเจอคนที่ใช่ ทุกอย่างจะเวิร์กเอง”
.
ซึ่งก็อาจจะใช่ แต่เวิร์กในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ‘ไม่ต้องพยายามดูแลรักษามันอีกต่อไป’ ตามที่นักแสดงตลกชาวเยอรมัน Hape Kerkeling พูดไว้ว่า
.
“Love is work, work, work.”
.
ความรักไม่ใช่เวทมนตร์ มันคือการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ รับฟังในวันที่เราเหนื่อยมากๆ การขอโทษก่อนอย่างจริงใจ ทั้งที่ความผิดก็อาจจะมาจากทั้งสองฝ่าย และการเตือนตัวเองทุกวันว่าคนตรงหน้านี้ “สำคัญกว่างานด่วนในมือถือ”
.
ในโลกการทำงานก็ไม่ต่าง เราเชิดชู CEO ที่เข้ามาพลิกบริษัทใน 3 ปี จากติดหนี้มหาศาลให้กลับมากำไรเติบโต แต่เราไม่เคยเห็นหน้า “ผู้จัดการธรรมดา ๆ” ที่ดูแลให้ระบบมันไม่ล่มในทุก ๆ วัน
.
🦸 David Brooks เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ฮีโร่ที่ไม่มีใครพูดถึงของยุคเรา”
.
คนที่เฝ้าระวังเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ให้ปัญหามันก่อตัวจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต
.
ชีวิตส่วนตัวของคุณก็เหมือนสะพาน บ้าน หรือบริษัทเหล่านั้น
.
การพลิกชีวิต แก้วิกฤติ มันดูเจ๋งดีอยู่แหละ แต่สิ่งที่สำคัญและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในระยะยาวมักไม่ได้มาพร้อมเหรียญกล้าหาญ ไม่มีคำปรบมือ
.
ยกตัวอย่างการไปตรวจสุขภาพประจำปี มีใครยกย่องไหม? ก็ไม่
.
ไม่มีใครที่บอกว่าคุณมันสุดยอดไปเลยนะที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายทุกเดือน
.
ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำเวลาที่คุณกับคู่รักต้องปรับตัวเข้าหากัน คอยพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ เปิดใจคุยทั้งที่คุณเกลียดการคุยเรื่องความรู้สึก
.
สิ่ง “น่าเบื่อ” ที่ต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอเหล่านี้คือรากฐานอันแข็งแกร่งของสะพาน บ้าน องค์กร ประเทศ หรือแม้แต่ในชีวิตเรา
.
ดังนั้น แทนที่จะรอให้หลังคารั่วทั้งบ้านแล้วค่อยโพสต์เฟซบุ๊กยาว ๆ ว่า “ชีวิตสอนให้รู้ว่า…” อยากมีชีวิตที่ดีขึ้นให้เริ่มจากอะไรที่ทำได้ก่อนเลย
.
ตรวจสุขภาพนัดหมอ อัปเดตพอร์ตการลงทุน ดูหนี้ที่ยังค้าง ลิสต์งานบ้านที่ดอง แล้วค่อย ๆ เคลียร์ทีละอย่าง ถามคนข้าง ๆ ว่า “พักหลังเธอเครียดเรื่องอะไรหรือเปล่า?” แล้วฟังให้จบก่อนรีบให้คำแนะนำ
.
สิ่งเหล่านี้จะไม่มีใครเห็น คนไม่แคร์หรอกครับ ไม่ได้รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังฮอลลีวูด
.
แต่มันคือการเป็น “ฮีโร่ที่ไม่มีใครพูดถึง” ของชีวิตตัวเอง
.
ซึ่งเอาจริง…โครตเท่เลยละครับ


[#เก่งแบบเป็ด 🦆]
[better, not done]


ไม่พลาดบทความที่จะช่วยให้คุณเก่งขึ้นจาก Producktivity

เพียงกรอก e-mail ที่ลิงก์นี้ -> Subscribe 📮 <-, รับรองไม่มี Spam แน่นอนครับ

Leave a comment