🏹 ช่วงปลายปีในงาน CMU Bookfair มีโอกาสได้แชร์เรื่องหลักธรรมในพุทธศาสนาเรื่อง ‘ลูกศรสองดอก’ (The Two Arrows) เอาไว้แล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์เลยอยากเอามาขยายเพิ่มอีกนิดหนึ่งเพราะไปอ่านงานอื่นๆ ที่เสริมกันได้ และช่วงวันหยุดที่ผ่านมาได้สะท้อนเรื่องเหล่านี้พอสมควร
.
เป็นคำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสเปรียบเทียบว่า เมื่อเราเจอเรื่องแย่ๆ (เช่น การจากลา การเจ็บป่วย สถานการณ์แย่ๆ หรือ ความผิดหวัง) นั่นคือลูกศรดอกที่หนึ่งที่พุ่งเข้าใส่เรา ซึ่งเป็นความเจ็บปวดตามธรรมชาติ ทุกคนต้องเผชิญเรื่องเหล่านี้
.
แต่ความทุกข์ทางใจ อย่างเช่นความโกรธแค้น ความกังวลใจ ความเครียด ความน้อยใจ การตีโพยตีพายว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” นั่นคือลูกศรดอกที่สองที่เราหยิบมาแทงตัวเองซ้ำ
.
ลูกศรดอกแรกเลี่ยงไม่ได้ ลูกศรดอกที่สองนั้นขึ้นอยู่กับเรา
ทุกคนน่าจะเคยรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังสมคบคิดแกล้งเราอยู่ ไม่มีอะไรเป็นใจสักอย่าง อารมณ์แบบก้าวขาออกบ้านผิดข้าง (มาทั้งชีวิต) อะไรแบบนั้น
.
รถติดในวันที่รีบๆ ฝนตกในวันที่ไม่ได้พกร่มติดมาด้วย เพื่อนร่วมงานพูดจาไม่เข้าหู หรือโชคชะตาที่ดูเหมือนจะเล่นตลกผิดที่ผิดเวลาเสมอ
.
ความรู้สึกกวนใจบางทีอยู่สั้นๆ แต่หลายคนก็อาจจะยาวนานเป็นสัปดาห์ เดือน ปี
.
เรามักนิยามความรู้สึกขุ่นมัวเหล่านี้ว่าเป็นผลมาจาก “โลกภายนอก” ที่ไม่ยุติธรรม
.
ทำไมต้องเกิดกับฉันด้วย?
.
เราจึงลุกขึ้นสู้ ถกเถียง ขัดขืน และแบกความขุ่นเคืองใจเอาไว้ โดยหวังลึกๆ ว่า ‘ถ้าโลกเปลี่ยน’ (รถหายติด สังคมแฟร์ขึ้น บริษัทเห็นคุณค่า เงินเดือนขึ้นอีก คนอื่นนิสัยดีขึ้น ฯลฯ) เรามีความสุขได้สักที
.
แต่เมื่อไหร่กันละ? เรากำลังใช้ลูกศรดอกที่สองทำร้ายตัวเองอย่างไม่รู้ตัว
นาวาล รวีกันต์ (Naval Ravikant) นักลงทุน ผู้ประกอบการ และนักคิดชื่อดังชาวอินเดีย-อเมริกัน (อาจจะเคยเห็นหนังสือดังที่รวมทวีตของเขาชื่อ “The Almanack of Naval Ravikant”) ได้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ในเรื่องนี้ว่า “ความจริงไม่เคยต่อรอง มันไม่อธิบายตัวเอง และมันไม่เคยขอโทษใคร”
.
รวีกันต์ขยายความประเด็นนี้ว่า ความคิดประเภท “เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น” “เขาไม่ควรทำแบบนี้” หรือ “ฉันสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า” คือการประกาศสงครามกับความเป็นจริง
.
สงครามที่เรากำลังสู้อยู่ไม่ใช่สงครามกับโลก แต่มันคือสงครามในจิตใจของเราเอง
.
รวีกันต์ชี้ว่าความทุกข์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เกิดจาก “เรื่องราว” ที่เราบอกตัวเองเกี่ยวกับสิ่งนั้น
.
เป็นลูกศรดอกที่สองและเรื่องเล่าที่เราสร้างขึ้นมาในจิตใจของเรา
.
เมื่อเราคาดหวังให้ความจริงต้องเป็นไปตามใจเรา เรากำลังสร้าง “แรงเสียดทาน” ขึ้นในจิตใจ และแรงเสียดทานนี้เองที่เรารู้สึกว่าเป็นความเจ็บปวด
.
หลักการนี้สอดคล้องไปกับแนวคิดของปรัชญาสโตอิก Epictetus นักปรัชญากรีกโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “มนุษย์ไม่ได้ถูกรบกวนด้วยสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ถูกรบกวนด้วยมุมมองที่เขามีต่อสิ่งเหล่านั้น”
.
รากเหง้าของความขัดแย้งนี้คือ “อีโก้” (Ego) หรือตัวตนของเราที่ต้องการควบคุมสถานการณ์ ต้องการให้จักรวาลเห็นความสำคัญของเรา
.
แต่ยิ่งอายุมากขึ้น เรายิ่งเรียนรู้ความจริงอันโหดร้ายว่าจักรวาลไม่ได้หมุนรอบตัวเรา
.
เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัย ตามกฎฟิสิกส์ ชีววิทยา กฏเกมที่เล่น สังคมที่อยู่ และความน่าจะเป็น ไม่ใช่เพราะโลกเกลียดเรา หรือโลกเข้าข้างใคร (แม้เราจะถกเถียงกันได้ว่าโครงสร้างสังคมอาจจะบิดเบี้ยวและเอื้อต่อคนบางกลุ่ม แต่ย้อนกลับไปที่คำพูดรวีกันต์อีกครั้งว่าในเมื่อเราควบคุมไม่ได้ มันจึงเป็นความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นรูปแบบหนึ่งเท่านั้น)
.
“เราเข้าใจเรื่องนี้เร็วเท่าไหร่ ความเจ็บปวดจะเริ่มสลายหายไปเร็วเท่านั้น” รวีกันต์อธิบาย
การยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ใช่เรื่องน่าหดหู่ แต่มันคือ “ความถ่อมตน”
.
เมื่อเราตระหนักได้ว่าเราบังคับคลื่นลมไม่ได้ เราก็จะเลิกตะโกนด่าทะเลและหันมาปรับใบเรือแทน
.
เหมือนที่ เซต โกดิน (Seth Godin) เคยพูดเรื่องเกมในชีวิตที่เราเล่นไว้ในหนังสือ ‘This is Strategy’ ว่าเราอยู่ในเกมไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม วิธีที่จะเล่นเกมนั้นให้ดี ต้องเข้าใจกฎและวิธีเล่น
.
งานก็คือเกม สังคมก็คือเกม ชีวิตก็คือเกม บางเกมเราเดินออกมาได้ถ้าไม่ชอบ แต่บางเกมที่ต้องเล่นต่อไป แม้จะไม่ชอบกฎกติกาของมัน แต่ต้องยอมรับความจริงว่ามันอยู่ตรงนั้น
.
หลายคนกลัวว่า หากเรายอมรับความจริงว่าโลกมันก็เป็นแบบที่มันเป็น นั่นเท่ากับเรายอมจำนนหรือกลายเป็นคนเฉื่อยชาที่ไม่ทำอะไรเลย แต่นี่คือจุดที่รวีกันต์บอกว่า
“Acceptance is not surrender. It’s clarity.”
การยอมรับไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือความกระจ่างแจ้ง
“เมื่อเราหยุดต่อต้านความจริง เราจะได้พลังกลับมา สามารถลงมือทำบางอย่าง ปรับตัว สร้างสรรค์ แต่ไม่ได้จำเป็นต้องบาดเจ็บทางอารมณ์จากสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหวังอีกต่อไป” รวีกันต์อธิบาย
.
วิกเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor Frankl) จิตแพทย์ผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี ได้เขียนไว้ในหนังสือคลาสสิสระดับตำนาน Man’s Search for Meaning ว่า
.
“ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง มีพื้นที่ว่างอยู่ และในพื้นที่ว่างนั้นคือเสรีภาพและพลังของเราที่จะเลือกทัศนคติของตนเอง”
.
เมื่อเราเลิกทะเลาะกับความจริง เราจะเข้าไปยืนอยู่ใน “พื้นที่ว่าง” นั้นได้ เรายังคงทำงานหนักได้ แก้ไขปัญหา สร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยม และเรายังคงขีดเส้นขอบเขตกับคนที่ปฏิบัติตัวไม่ดีต่อเราได้
.
เมื่อยอมรับความจริงบ่อกำเนิดของการกระทำเหล่านั้นจะเปลี่ยนไป มันจะมาจากความกระจ่างแจ้ง ไม่ใช่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์หรือความโกรธแค้น ไม่ได้ทำเพราะอยากเอาชนะโลก แต่ทำด้วยสติปัญญาและความเข้าใจ คุณจะแก้ปัญหาตรงหน้าด้วยความสงบ มากกว่าการตอบสนองด้วยโทสะ
.
วางลง แล้วที่แบกอยู่จะเบาขึ้น
.
การเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งล่าสุด มีเรื่องมากมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุม อากาศที่หนาวจับใจ เสื้อผ้าที่ไม่พร้อม เพื่อนบ้าน airbnb ที่เสียงดัง งานที่ตามมาแม้จะอยู่ต่างประเทศ ฯลฯ
.
จังหวะหนึ่งรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้เหมือนกัน แต่พอมาคิดดูอีกที ‘เพื่ออะไรเหรอ?’ นี่คือสงครามแบบที่ผมไม่มีทางชนะ แบบที่รวีกันต์ว่าเอาไว้
.
มันคือธนูดอกที่สองที่ผมเลือกใช้มาทำร้ายตัวเอง และวิธีเดียวที่จะบรรเทาความเจ็บปวดนี้ได้คือการยอมรับและวางมันลงด้วยตัวเอง
.
ความสงบไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อทุกอย่างในโลกเป็นดั่งใจ (ซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้น) แต่ความสงบเกิดขึ้นเมื่ออีโก้ของเรายอมหลีกทางและเข้าใจว่าเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะวางมันลง มองมันในมุมใหม่ แก้ไขไปทีละเรื่อง
.
เลิกตัดสินว่าสิ่งที่เกิดขึ้น “ผิด” หรือ “ถูก” แต่เห็นมันเป็นเพียง “สิ่งที่เกิดขึ้น” ความเบาสบายจะเข้ามาแทนที่ความคับข้องใจทันที
.
เลิกสู้กับโลกในแบบที่คุณอยากให้เป็น แล้วหันมาอยู่กับโลกในแบบที่มันเป็นจริงๆ
.
จิตใจที่สงบ ยอมรับ ไม่ใช่การเมินเฉยต่อสิ่งรอบตัวหรือไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เป็นจิตใจเข้าใจว่าโลกเป็นแบบนี้อย่างกระจ่างชัด
.
โอลิเวอร์ เบิร์กแมน (Oliver Burkeman) เสนอทางออกสำหรับสถานการณ์แบบนี้ไว้ในหนังสือ “Mediations for Mortals” ว่า
.
“ปัญหาของเราไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่าเรายังไม่พบวิธีที่ถูกต้องในการควบคุมชีวิตหรือรู้สึกปลอดภัยจากชีวิต ปัญหาที่แท้จริงคือการจินตนาการว่าอะไรแบบนั้นมันเป็นไปได้ตั้งแต่แรกสำหรับมนุษย์มีความจำกัด ซึ่งท้ายสุดแล้วก็พบว่าตัวเองหนีไม่พ้น ต้องอยู่ในชีวิตด้วยความจำกัดสารพัด และความรู้สึกถูกบีบอยู่ในวงแคบและไม่มีทางหนีได้
.
จนเมื่อคุณยอมรับว่าสถานการณ์ของคุณแย่กว่าที่คิดไว้ คุณก็ไม่ต้องใช้ชีวิตในท่าเตรียมลงฉุกเฉินตลอดเวลา โดยหวังว่าจะมีใครสักคนป้องกันไม่ให้เครื่องบินตกได้ คุณเข้าใจดีว่าเครื่องบินตกไปแล้ว (สำหรับตัวคุณ เครื่องมันตกตอนที่คุณเกิดนั่นแหละ) คุณติดอยู่บนเกาะร้าง ไม่เหลืออะไรให้ประทังชีวิตนอกจากอาหารค้างในเครื่องบิน และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้ชีวิตอยู่กับพวกที่รอดมาด้วยกันให้ดีที่สุด
.
ใช่แล้ว คุณอยู่ตรงนี้แหละ พวกเราทุกคนก็อยู่กันตรงนี้ แล้วทีนี้มีเรื่องอะไรดีๆ ให้คุณเอาเวลาไปทำได้บ้างล่ะ”
.
เมื่อเลิกเถียงกับความจริง เลิกแบกความคาดหวังที่หนักอึ้ง สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น คุณไม่ได้พ่ายแพ้ แต่เป็นอิสระ
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]
[ Better, Not Done ]
อ้างอิง :
- The Almanack of Naval Ravikant (Eric Jorgenson)
- หนังสือ Mediations for Mortals
- หลักธรรมในพุทธศาสนาเรื่อง “ลูกศรสองดอก” (The Two Arrows) ว่าด้วยความทุกข์ทางกายและทางใจ https://www.shamashalidina.com/blog/pain-suffering-story
- https://open.substack.com/pub/navalsarchive/p/you-wont-have-inner-peace-until-you
- https://classics.mit.edu/Epictetus/epicench.html แนวคิดเรื่องสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ จาก The Enchiridion
- หนังสือ Man’s Search for Meaning จาก Viktor Frankl แนวคิดเรื่อง “พื้นที่ว่างระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง”

Leave a comment