[ Better, Not Done ]

🎬 เราต่างเชื่อว่า ในยุคนี้ใครๆ ก็มีสื่อในมือ

มีอิสระเสรีที่จะนำเสนอความคิด งานศิลปะ หรือตัวตนของเราให้โลกเห็น

เราต่างหลงเชื่อว่าพื้นที่สีฟ้า สีแดง หรือสีดำบนหน้าจอมือถือ คือเวทีแห่งเสรีภาพที่อนุญาตให้เราเปล่งเสียง แสดงตัวตน และสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างไร้ขีดจำกัด

แต่ในความเป็นจริง ภายใต้ภาพฝันของการเป็น “นายตัวเอง” เราอาจกำลังตกอยู่ในสถานะที่ Tom Froese นักประกอบการสร้างสรรค์และนักวาดภาพประกอบได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

“Social media is no longer social media—it’s corporate media, and we are its unpaid workers.”
(โซเชียลมีเดียไม่ใช่สื่อสังคมอีกต่อไป—มันคือสื่อของบรรษัท และพวกเรานี่แหละคือแรงงานที่ไม่ได้ค่าจ้าง)

ประโยคนี้อาจฟังดูรุนแรงและชวนให้เจ็บปวดเล็กน้อย (เพราะเราทุกคนก็อยู่ตรงนี้) แต่มันคือความจริงที่เราต้องกล้าเผชิญหน้า

หากลองถอยออกมามองภาพกว้าง เราจะพบว่าโมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “เชื่อมโยง” ผู้คนอย่างแท้จริงอีกต่อไป แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ “ดึง” เวลาของเราไว้ให้ได้นานที่สุด


📔 ย้อนกลับไปในยุคแรกเริ่มของบล็อกหรือเว็บบอร์ด ยุคนั้นเปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งเสรีภาพของการสร้างสรรค์ผลงาน

เราโพสต์งาน คนที่สนใจก็เข้ามาดู เป็นความสัมพันธ์แบบตรงไปตรงมา แต่เมื่อคำว่า “อัลกอริทึม” เข้ามามีบทบาท ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

Froese เปรียบเปรยสถานการณ์นี้ไว้อย่างเจ็บแสบว่า โซเชียลมีเดียในปัจจุบันไม่ใช่แค่เวทีโชว์ผลงาน แต่มันคือ “กาสิโน” และพวกเรา​ (เหล่าครีเอเตอร์ทั้งหลายนี่แหละ) ก็คือผู้เสี่ยงโชคที่นั่งอยู่หน้าตู้แมชชีน

ทุกครั้งที่เรากดปุ่ม “Post” มันไม่ต่างอะไรกับการโยกคันโยก ใส่เหรียญเดิมพันด้วย “เวลา” “ความคิดสร้างสรรค์” และ “ข้อมูลส่วนตัว” ลงไป แล้วก็นั่งลุ้นด้วยใจระทึกว่า รอบนี้ยอดไลก์จะพุ่งไหม? คลิปนี้จะแมสหรือเปล่า? อัลกอริทึมจะเมตตาเปิดการมองเห็นให้เราหรือไม่?

“เหมือนกับนักเสี่ยงโชคที่ป้อนเหรียญลงตู้เป็นถังๆ… เราป้อนเครื่องจักรผลิตคอนเทนต์ด้วยเวลา งาน และข้อมูลของเรา โดยหวังว่าสักวันมันจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า” Froese อธิบาย

ในทางจิตวิทยา มีทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่า Variable Ratio Reinforcement ของ B.F. Skinner ซึ่งอธิบายว่าการให้รางวัลแบบสุ่มทำให้พฤติกรรมเสพติดนั้นเลิกยากที่สุด ความไม่แน่นอนนี้กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เพราะไม่รู้ว่ารางวัลจะมาเมื่อใด จึงต้องตอบสนองไปเรื่อยๆ (หากลองคิดถึงพวกเกมที่มีดรอปของรางวัลแบบ random ก็อารมณ์ประมาณนี้เหมือนกันครับ)

ความจริงที่โหดร้ายคืออย่างที่เรารู้ ”The House Always Wins” (เจ้ามือกินรวบเสมอ) แพลตฟอร์มได้คอนเทนต์ฟรีจากเราไปขายโฆษณา ส่วนเราส่วนใหญ่ออกจากกาสิโนมาด้วยกระเป๋าที่ว่างเปล่า และหัวใจที่แห้งเหี่ยว

🪤 [ กับดักของคำว่า “Content Creator” ]

อีกประเด็นที่น่าวิเคราะห์ต่อคือ การที่เรารับเอาคำว่า “Content Creator” มาใช้เรียกตัวเองโดยไม่รู้ตัว คำคำนี้ดูเหมือนทันสมัย แต่ Froese กลับมมองว่ามันคือการ “…ลดคุณค่างานสร้างสรรค์ของเรา ทำให้มันกลายเป็นแค่ก้อนไร้รูปร่าง และเปลี่ยนเราให้เป็นแค่เฟืองในเครื่องจักรของพวกเขา…”

ทุกอย่างกลายเป็นเพียง “ข้อมูลดิบ” ที่จะถูกป้อนเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างกำไร

เมื่อ “งานศิลปะ” “บทความ” หรือ “วิดีโอ” ถูกเหมาเรียกรวมๆ ว่า “Content” (เนื้อหา) มันกลายเป็นเพียง “วัสดุ” ที่ใช้ถมลงไปในพื้นที่ว่างของแพลตฟอร์ม เพื่อคั่นเวลาระหว่างโฆษณา เรากลายเป็นเพียงฟันเฟืองที่ผลิต “อะไรก็ได้” ออกมาเพื่อตรึงคนดูไว้หน้าจอ เพื่อให้เจ้าของแพลตฟอร์มรวยขึ้น

Froese สารภาพว่าเขาเองก็เคยติดอยู่ในกับดักนี้ พยายามปั้นตัวเลขผู้ติดตาม (ซึ่งเขามีรวมกันหลักแสน) โดยหวังว่ามันคือความสำเร็จ แต่สุดท้ายเขากลับพบว่า ยิ่งพยายามเป็น Content Creator มากเท่าไหร่ เขายิ่งสูญเสียการควบคุมในฐานะ “คนทำงานมืออาชีพ” มากเท่านั้น

แล้วทางออกคืออะไร? เราควรเลิกเล่นโซเชียลมีเดียไปเลยหรือเปล่า?

คำตอบอาจไม่ใช่การหนีไปอยู่ถ้ำ แต่คือการ “ตระหนักรู้” และเปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ตรงนี้

Tom Froese เสนอทางออกที่น่าสนใจมาก คือการเปลี่ยนจากการเป็น Content Creator กลับมาเป็น Business Operator หรือผู้ประกอบการที่แท้จริง

ลองถามตัวเองดูครับว่า “สินค้าของคุณคืออะไร?”

ถ้าคุณตอบไม่ได้ หรือคิดว่า “ยอดไลก์” คือสินค้า… แสดงว่า “คุณนั่นแหละคือสินค้า” ที่แพลตฟอร์มกำลังขายให้กับนักโฆษณา

แต่ถ้าคุณตอบได้ว่า “ฉันคือนักวาดภาพประกอบที่ขายลายเส้น” “ฉันคือครูสอนทำขนม” หรือ “ฉันคือนักเขียนที่มอบความรู้ให้กับคนอ่าน” เมื่อนั้นโซเชียลมีเดียจะลดสถานะลง

เพื่อนคนหนึ่งถามว่าผมรู้สึกยังไงเวลาตั้งใจเขียนงาน หาข้อมูลมากมาย ปั้นคอนเทนต์หลายชั่วโมง โพสต์ไปคนไม่สนใจหรืออ่านหรือไม่มี Engagement สักเท่าไหร่

ผมบอกว่าเมื่อก่อนนอยมาก ยึดติดกับยอดเหล่านี้ กลายเป็นว่าเขียนงานไปแล้วไม่มีความสุขเลย ไม่สนุก กดดัน เครียด สุดท้ายเลยปรับความคิดใหม่ กลับมาตั้งหลักถามตัวเองว่า ‘ทำไมเราถึงเขียนงานนี้ออกมา?’ เราอยากให้คนอ่านได้ประโยชน์ รับบางอย่างไป ขยายมุมมองของของเขา สร้าง good impact กับชีวิตคน

เมื่อคิดได้แบบนั้น สุดท้ายค่อยๆ เปลี่ยน มองว่าเราทำในส่วนของเราดีที่สุดแล้ว ส่วนที่เหลือก็แค่นั้น

แพลตฟอร์มจะไม่ใช่ “เจ้านาย” ที่คอยสั่งให้คุณเต้นตามเพลงฮิตหรือทำคลิปตามกระแสอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นเพียง “เครื่องมือโฆษณา” ชิ้นหนึ่ง เหมือนกับการลงประกาศในสมุดหน้าเหลืองสมัยก่อน หรือการแจกใบปลิว

เมื่อเรามองเห็นความจริงข้อนี้ งานทุกอย่างที่เราทำคือการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ เราจะไม่โพสต์เพื่อเอาใจอัลกอริทึม แต่จะโพสต์เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของเรา

คือเราไม่จำเป็นต้องเลิกใช้โซเชียลมีเดีย แต่เราต้องเลิกเป็น “แรงงานฟรี” ที่ทำงานหนักเพื่อให้พี่มาร์กหรือพี่มัสก์หรือเจ้าของแพลตฟอร์มใดก็ตามรวยขึ้น

จงถอยออกมา หยุดคาดหวังแจ็คพอตจากยอดวิว แล้วหันกลับมาโฟกัสที่ “แก่น” ของงานที่คุณทำ สร้างงานที่มีคุณค่าจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่ “คอนเทนต์” ฉาบฉวย เพื่อให้งานของคุณเป็นที่ต้องการของมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นที่โปรดปรานของบอทหรือ AI

โลกนี้กว้างใหญ่กว่าหน้าจอมือถือ และคุณค่าของคุณไม่ได้ผูกติดอยู่กับยอด Engagement


[ #เก่งแบบเป็ด 🦆 ]

[ Better, Not Done ]


อ้างอิง :

https://tomfroese.medium.com/the-one-big-shift-im-making-in-2026-a1ff6dd8cac7
https://www.simplypsychology.org/what-is-a-skinner-box.html


ไม่พลาดบทความที่จะช่วยให้คุณเก่งขึ้นจาก Producktivity

เพียงกรอก e-mail ที่ลิงก์นี้ -> Subscribe 📮 <-, รับรองไม่มี Spam แน่นอนครับ

Leave a comment