✅ ตั้งแต่จำความได้ เราถูกสอนให้ใช้ชีวิตเหมือนการขีดฆ่ารายการสิ่งที่ต้องทำ (Checklist)
เรียนให้จบ หางานทำ เลื่อนขั้น ซื้อบ้าน แต่งงาน มีลูก แล้วก็เกษียณ…
มันเข้าใจง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกว่าแห้งเหี่ยวไร้ซึ่งชีวิตชีวาซะเหลือเกิน
แนวทางนี้ทำให้เผลอมองชีวิตเป็นบันไดไต่ระดับที่ต้องก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุดสักจุดหนึ่งที่เรานิยามว่า “ความสำเร็จ”
วิ่งไล่ล่าเป้าหมายด้วยความเชื่อลึกๆ ว่า หากเราข้ามเส้นชัยเหล่านั้นไปได้ ความสุขที่สมบูรณ์แบบจะรอเราอยู่ที่ปลายทาง
แต่เคยสังเกตไหมครับว่า เมื่อเราข้ามเส้นชัยเส้นหนึ่งไปได้ ความปิติยินดีมักอยู่กับเราเพียงชั่วครู่ แล้วความว่างเปล่าก็กลับมาเยือน หรือไม่ก็มีเส้นชัยใหม่โผล่ขึ้นมาท้าทายให้เราต้องออกวิ่งอีกครั้ง
—
💬 มีประโยคหนึ่งจาก Thomas Oppong นักเขียนและคอลัมนิสต์ที่อ่านแล้วกระตุกความคิดอย่างมากเลย บอกว่าเขากล่าวถึงกับดักของความคิดนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“สมการแห่งความยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียวที่ผมเชื่อสนิทใจนั้น ไม่ใช่ความลับ… ผู้คนส่วนใหญ่มักมีรายการสิ่งที่ต้องทำคอยกำกับชีวิต… แต่ทว่า ชีวิตจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
หมายความว่ายังไง?
หมายความว่าชีวิตไม่ใช่รายการสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จ ไม่ใช่เกมที่มีจุดจบแบบผู้แพ้ชนะในตอนท้าย เพราะในความเป็นจริงคุณไม่สามารถชนะเกมชีวิตได้เพียงแค่ครั้งเดียวแล้วจบกัน คุณต้องเล่นต่อไป เพราะทันทีที่คุณชนะเกมหนึ่ง คุณจะพบว่าตัวเองได้ก้าวเข้าไปอยู่ในสนามของอีกเกมหนึ่งเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่ Oppong นำเสนอ สอดคล้องกับแนวคิดที่ผมอยากชวนคุยในวันนี้ นั่นคือการเปลี่ยนมุมมองจาก “เกมที่มีวันจบ” (Finite Game) ไปสู่ “เกมที่ไม่มีวันจบ” (Infinite Game)
เมื่อเรามองความสำเร็จ การงาน สุขภาพ หรือความสัมพันธ์ เป็นเกมยาวที่ไม่มีเส้นชัย เป้าหมายของเราจะเปลี่ยนไป เราจะไม่ถามตัวเองแล้วว่า “ฉันจะชนะเดือนนี้ได้อย่างไร” แต่เราจะเริ่มถามคำถามที่ลึกและมีความหมายกว่านั้นว่า “ฉันจะสร้างชีวิตที่เติบโตงอกงามไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่ลมหายใจยังมีอยู่ได้อย่างไร?”
มีแนวคิดทางจิตวิทยาที่สนับสนุนเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือแนวคิดเรื่อง “Autotelic Personality” หรือ “บุคลิกภาพที่มีความสุขในตนเอง” ที่ถูกนำเสนอโดย Mihaly Csikszentmihalyi นักจิตวิทยาผู้โด่งดังเจ้าของทฤษฎี “Flow” (ภาวะลื่นไหล)
คำว่า Autotelic มาจากภาษากรีก Auto (ตนเอง) และ Telos (เป้าหมาย) เมื่อนำมารวมกัน มันหมายถึงการทำสิ่งต่างๆ เพราะ “ตัวกิจกรรมนั้น” คือเป้าหมายในตัวของมันเอง ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลลัพธ์ภายนอกที่รออยู่ในอนาคต
คนที่มองชีวิตเป็น Finite Game มักจะทำสิ่งต่างๆ เพื่อหวังผลลัพธ์ (Exotelic) เช่น ทำงานหนักเพื่อเงิน ออกกำลังกายเพื่อจะได้ผอม หรือคบใครสักคนเพื่อสถานะทางสังคม การกระทำของพวกเขาเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อไปสู่ปลายทาง แต่สำหรับคนที่มีความเป็น Autotelic พวกเขามองเห็นความหมายใน “กระบวนการ” ของการทำสิ่งนั้นๆ
หากเราจะเล่น “เกมที่ไม่มีวันจบ” ให้ได้อย่างมีความสุข เราจำเป็นต้องพัฒนาบุคลิกภาพแบบ Autotelic นี้ขึ้นมาในใจ เพราะถ้าเราเอาแต่รอความสุขที่ปลายทาง เราจะหมดแรงก่อนที่เกมชีวิตจะจบลง แต่ถ้าเรามีความสุขได้จากการ “ลงมือทำ” ในแต่ละวัน เราจะมีแรงเล่นเกมนี้ไปได้ตลอดกาล
—
📖 ในหนังสือ Flow: The Psychology of Optimal Experience ซึ่งเป็นงานวิจัยระดับคลาสสิก Csikszentmihalyi ได้กล่าวประโยคที่ชวนให้ฉุกคิดว่า
“The justification of climbing is climbing, like the justification of poetry is writing; you don’t conquer it except in the act of climbing itself.”
“เหตุผลของการปีนเขา ก็คือการได้ปีนเขา เช่นเดียวกับเหตุผลของการแต่งกวี ก็คือการได้จรดปากกาเขียน; คุณไม่ได้พิชิตมันด้วยการไปถึงยอดเขา แต่คุณพิชิตมันในขณะที่คุณกำลังปีนต่างหาก”
Oppong เปรียบเทียบชีวิตเหมือนการทำสวน ดั่งคำกล่าวของวอลแตร์ (Voltaire) ที่ว่า “We must cultivate our garden.” (‘เราต้องปลูกสวนของตัวเอง’ ) เราไม่ได้ปลูกต้นไม้เพียงเพื่อรอดูดอกไม้บานเพียงครั้งเดียวแล้วปล่อยให้สวนรกร้าง แต่เราต้องพรวนดิน รดน้ำ และถอนวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ
ความเป็นเลิศจึงไม่ใช่จุดหมายที่เราเดินทางไปถึง แต่คือ “วิถี” ที่เราปฏิบัติซ้ำๆ ในทุกวัน
คนที่เข้าใจเกมนี้แทนที่จะถามว่า “เมื่อไหร่ฉันจะรวย” แต่จะถามว่า “นิสัยการทำงานและการใช้เงินแบบไหนที่ฉันสามารถทำได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนไปอีก 10 ปี”
คนที่เข้าใจเกมนี้แทนที่จะถามว่า “ทำยังไงให้น้ำหนักลด 10 กิโลภายในเดือนนี้” แต่จะถามว่า “ฉันจะออกแบบการทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างไร ให้ฉันรู้สึกแข็งแรงและมีพลังไปตลอดชีวิต”
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไม่มีเส้นชัย แต่คือการลงมือทำอย่างสม่ำเสมออย่างตั้งใจ
การเป็นพ่อแม่ที่ดี การเป็นคนรักที่ดี หรือการมีสุขภาพดี ไม่ใช่เหรียญรางวัลที่คุณคว้ามาครองแล้ววางไว้บนชั้นโชว์ แต่มันคือสิ่งที่คุณต้อง “เป็น” และ “ทำ” ในทุกๆ วัน
เมื่อเราเลิกมองหาเส้นชัย เราจะเริ่มใส่ใจ “พื้นดิน” ที่เรายืนอยู่
เราจะเลิกกดดันตัวเองให้ต้องเร่งรีบเพื่อไปถึงที่ไหนสักแห่ง แต่จะหันมาละเมียดละไมกับการก้าวเดิน
เราจะอนุญาตให้ตัวเองเป็น “งานที่ยังไม่เสร็จ” ได้อย่างสบายใจ
Daniel Gilbert นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคยกล่าวไว้ในงานวิจัยเรื่องความสุขของเขาว่า
“มนุษย์คือผลงานที่ยังสร้างไม่เสร็จ แต่เรามักเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเสร็จสมบูรณ์แล้ว”
ความเข้าใจผิดนี้เองที่ทำให้เราทุกข์ เพราะเราคิดว่าเรา “ควรจะถึง” ได้แล้ว แต่ในเกมที่ไม่มีวันจบ การ “ยังไม่เสร็จ” คือเรื่องปกติ และคือความงดงามของการมีชีวิตอยู่
บทสรุปของความยิ่งใหญ่จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณกอบโกยชัยชนะมาได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณสามารถรักษาสมดุลของชีวิตเพื่อที่จะ “เล่นต่อ” ในวันพรุ่งนี้ได้อย่างมีความสุขหรือไม่
ลองเปลี่ยนจากการวิ่งเข้าเส้นชัย มาเป็นการค่อยๆ รดน้ำพรวนดินให้กับชีวิตในทุกๆ วัน ไม่ต้องหวังดอกผลที่ใหญ่โตในชั่วข้ามคืน แต่ให้เชื่อมั่นในพลังของการสะสมทีละเล็กทีละน้อย
จงปีนเขาเพื่อปีนเขา
จงเขียนเพื่อเขียน
จงมีชีวิตเพื่อใช้ชีวิต
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]
[ Better, Not Done ]
อ้างอิง :
หนังสือ Flow
หนังสือ The psychology of your future self
https://blockbuster.thoughtleader.school/p/psychologist-mihaly-csikszentmihalyi-flow
https://www.goodreads.com/quotes/1403307-human-beings-are-works-in-progress-that-mistakenly-think-they-re
https://medium.com/personal-growth/the-only-formula-for-greatness-951a98cee4c7

Leave a comment