เรามักจะเป็นผู้พิพากษาที่ลำเอียงที่สุดเมื่อจำเลยในคดีคือ “ตัวเราเอง”
ภาพการ์ตูนช่องเล็กๆ นี้มาจากหนังสือ ‘Big Feelings’ สะท้อนความจริงอันน่าเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของมนุษย์เราได้อย่างชัดเจน

เพื่อนผมคนหนึ่งตั้งเป้าหมายอยากวิ่งทุกวันตลอด 30 วัน ช่วงแรกมีไฟ ลุยทุกวันไม่มีขาด วิ่งเต็มที่ พอผ่านไปสองอาทิตย์ งานเริ่มรัดตัว มีจังหวะต้องเดินทางไปต่างประเทศ ตารางชีวิตเริ่มปั่นป่วน
สุดท้ายเป้าหมายนั้นก็ล้มเลิกไป
ผมถามว่าทำไมไม่เริ่มวิ่งใหม่หลังจากที่เดินทางกลับมาบ้านแล้วละ? คำตอบของเขาฟังดูหดหู่ไม่น้อย บอกว่า “เราไม่มีวินัยพอที่จะทำได้หรอก” เศร้ามาก ผมพยายามปลอบบอกว่า “ที่จริงทำได้มาตั้ง 2 อาทิตย์ มันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่เหรอ?”
เขารับฟังแล้วกลับมาฮึดใหม่ จนในที่สุดก็วิ่งครบ 30 วัน แม้ว่าจะขาดช่วงไปบ้างก็ตาม
ในวันที่เราทำบางอย่างได้ดี ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เสียงในหัวของเราก็บอกเสียงอ่อยๆ ว่า ‘ก็ดีนะ’ แล้วเราก็ปล่อยมันผ่านไป แต่ในทางกลับกัน เมื่อเกิดความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย (ย้ำว่าเพียงเล็กน้อย) เสียงในหัวกลับคำรามกึกก้อง มันไม่ได้บอกแค่ว่า “แกทำพลาด” แต่มันลากยาวไปถึง “ฉันมันแย่ที่สุด” “ชีวิตนี้คงไม่สำเร็จ” หรือ “ฉันกำลังเดินหลงทางใช่ไหม”
ทำไมความผิดพลาดอันน้อย ถึงมีน้ำหนักกดทับจิตใจเราได้มากกว่าความสำเร็จที่อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ?
หากถอยออกมามองภาพกว้างในเชิงวิทยาศาสตร์กันสักนิด
อาการที่เราเห็นในภาพ ด้านขวาที่เต็มไปด้วยตัวอักษรแห่งความวิตกกังวลนั้น ในทางจิตวิทยาเรียกว่า “Negativity Bias” หรือ “อคติโน้มเอียงไปทางลบ”
มีงานวิจัยคลาสสิกชิ้นหนึ่งที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก โดย Roy F. Baumeister นักจิตวิทยาสังคมชื่อดังและทีมงานในหัวข้อที่ชื่อว่า “Bad Is Stronger Than Good” (สิ่งแย่ๆ มีพลังมากกว่าสิ่งดีๆ) ที่สนับสนุนเรื่องนี้อยู่
Baumeister ได้รวบรวมหลักฐานมากมายที่ยืนยันว่า สมองของมนุษย์เราวิวัฒนาการมาเพื่อ “ให้ค่า” กับเหตุการณ์เชิงลบมากกว่าเชิงบวกเสมอ นี่ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่มันคือ “กลไกการเอาตัวรอด” ของบรรพบุรุษเราครับ
ลองจินตนาการถึงมนุษย์ถ้ำดูสิครับ การเพลิดเพลินกับความสวยงามของท้องฟ้า (เรื่องบวก) อาจทำให้มีความสุข แต่การละเลยเสียงพุ่มไม้ที่สั่นไหวเพราะเสือเขี้ยวดาบ (เรื่องลบ) อาจหมายถึงความตาย
สมองเราจึงถูกตั้งโปรแกรมมาให้จดจำความเจ็บปวด ความผิดพลาด และอันตราย ได้แม่นยำและฝังใจกว่าความสุข เพื่อให้เราไม่พลาดซ้ำสอง ในภาพการ์ตูนนี้ เด็กผู้ชายคนนั้นจึงไม่ได้กำลัง “ดราม่า” เกินจริง แต่เขากำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสัญชาตญาณดึกดำบรรพ์ที่ทำงานดีเกินหน้าที่ไปหน่อยในโลกยุคใหม่เพียงเท่านั้น
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความผิดพลาด คือ “เรื่องราวที่เราแต่งเติมหลังจากนั้น”
หากสังเกตข้อความในภาพด้านขวา เราจะเห็นกระบวนการคิดที่เรียกว่า “Catastrophizing” หรือการคิดปรุงแต่งไปในทางหายนะ เราเริ่มต้นจากความผิดพลาดเล็กๆ (Trigger) แต่ใจเราลากเส้นโยงไปสู่สรุปที่ยิ่งใหญ่เกินจริง
- จาก “ทำพลาดเล็กน้อย” → กลายเป็น “แย่ที่สุด”
- จากเหตุการณ์ “ครั้งเดียว” → กลายเป็น “ตลอดอาชีพ”
- จากเรื่อง “งาน” → กลายเป็นเรื่อง “คุณค่าของชีวิต” (ชาตินี้จะประสบความสำเร็จไหม)
คนที่มีแนวโน้มจะเป็นทุกข์ง่ายมักมองความผิดพลาดแบบเหมารวมไปทุกเรื่องและคิดว่าจะเป็นแบบนี้ตลอดไป
ประมาณว่าหากวันนี้เราทำแก้วแตก ในหัวเราไม่ได้คิดแค่ว่าทำแก้วแตกใบหนึ่ง แต่เรารู้สึกเหมือนเราเป็นคนซุ่มซ่ามที่ไม่มีวันถืออะไรได้มั่นคงอีกเลยตลอดชีวิต
เมื่อเรารู้แล้วว่า สมองเรา “เอียง” ไปทางลบโดยธรรมชาติ และเราชอบ “ตีโพยตีพาย” เกินจริง คำถามคือ เราจะวางใจอย่างไรให้สมดุล?
เราไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองว่า “ฉันเก่งที่สุด” หรือปฏิเสธความผิดพลาด แต่เราต้องปรับ “น้ำเสียง” ที่คุยกับตัวเองครับ
เหมือนคุยกับเพื่อนสนิทสักคน เหมือนที่ผมคุยกับเพื่อนที่อยากวิ่งนั่นแหละ
เวลาเพื่อนเราทำพลาด เรามักจะปลอบเขาว่า “ไม่เป็นไรนะ พลาดแค่นี้เอง เดี๋ยวเริ่มใหม่ได้”
ถ้าคนในภาพด้านซ้ายคือเพื่อนรักของคุณ คุณจะพูดกับเขาแค่ “ก็ดีนะ” หรือคุณจะบอกเขาว่า “เฮ้ย แกเก่งมาก ภูมิใจในตัวแกนะ!” และถ้าคนในภาพด้านขวาคือเพื่อนรักของคุณ คุณจะปล่อยให้เขานอนจมกองน้ำตา หรือคุณจะดึงเขาขึ้นมาแล้วบอกว่า “แกพลาดแค่นิดเดียว ไม่ได้แปลว่าทั้งชีวิตแกล้มเหลวสักหน่อย”
ภาพนี้เตือนสติเราว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “สิ่งที่เราทำ” แต่อยู่ที่ “สิ่งที่เราบอกกับตัวเองหลังจากนั้น”
เราต้องตระหนักรู้ให้เท่าทันกลไกสมองที่ชอบขยายความเรื่องแย่ๆ และฝึกฝนที่จะชื่นชมเรื่องดีๆ ของตัวเองให้ “เสียงดัง” ขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพื่อหลงตัวเอง แต่เพื่อให้ใจของเรามีความยุติธรรมต่อตัวเองมากขึ้นด้วย

Leave a comment