ในวันที่ 31 ธันวาคม ปี 1995 ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ทั่วสหรัฐอเมริกาต่างตื่นมาพบกับความว่างเปล่าที่คาดไม่ถึง
วันนั้นคือวันที่ Bill Watterson ตัดสินใจวางปากกา และยุติการเขียนการ์ตูนเรื่อง Calvin and Hobbes ลงอย่างถาวร
ในชิ้นงานสุดท้าย เขาไม่ได้วาดมุกตลกโปกฮา แต่กลับวาดภาพหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมทั่วผืนป่า พร้อมกับเจ้าเสือฮอบส์และเด็กน้อยคาลวินที่ลากเลื่อนออกไปพร้อมประโยคทิ้งท้ายว่า
“It’s a magical world, Hobbes, ol’ buddy… Let’s go exploring!”
“โลกนี้มันช่างมหัศจรรย์นะฮอบส์เพื่อนยาก… ออกไปสำรวจกันเถอะ!”

ในแง่ธุรกิจ การตัดสินใจของ Watterson คือความบ้าคลั่ง เขาหยุดเขียนในช่วงที่การ์ตูนได้รับความนิยมสูงสุด สตูดิโอภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง Spielberg อยากได้ลิขสิทธิ์ บริษัทของเล่นพร้อมประเคนสัญญาหลักร้อยล้านดอลลาร์เพื่อผลิตตุ๊กตาเสือฮอบส์ แต่ Watterson ปฏิเสธ “ทุกอย่าง” เขาให้เหตุผลว่าการเอาตัวละครไปอยู่บนกล่องซีเรียลหรือแก้วน้ำ จะทำลายจิตวิญญาณของงานศิลปะที่เขาสร้าง
คนส่วนใหญ่มองว่าเขา “ทิ้งโอกาสชนะ” ในเกมเศรษฐีเพื่อหารายได้ แต่ความจริงแล้ว Watterson อาจเป็นเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจกฎข้อที่ลึกซึ้งที่สุดของชีวิตก็ได้
Naval Ravikant นักลงทุนและนักปรัชญาร่วมสมัยเคยเขียนเตือนสติไว้ว่า
“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าจุดประสงค์ของชัยชนะคือการชนะต่อไปเรื่อยๆ… คะแนนบนกระดานกลายเป็นตัวตนของเรา เกมกลายเป็นชีวิตของเรา นั่นคือความผิดพลาด”
เราทุกคนต่างเกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วย “เกม” ไม่ว่าเราจะยินยอมหรือไม่
เกมสถานะ
เกมการเงิน
เกมหน้าที่การงาน
สังคมบอกเราว่าต้องทำคะแนนให้สูงขึ้น ต้องรวยขึ้น ต้องมีคนยอมรับมากขึ้น วงจรนี้ดึงดูดเราด้วยบางอย่างที่วัดผลได้เสมอ มันมีตัวเลขบอกว่าเราอยู่อันดับที่เท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มเสพติดคะแนนเหล่านั้น “นานวันเข้า เกมจะเลิกเป็นสิ่งที่คุณเล่น แต่เกมจะเริ่มเล่นคุณแทน” Ravikant อธิบาย
Bill Watterson ชนะเกมชื่อเสียงและการเงินแล้ว แต่เขาเลือกที่จะไม่แข่งต่อเพื่อสะสมคะแนน เพราะเขาตระหนักว่ารางวัลที่แท้จริงไม่ใช่ถ้วยรางวัล แต่คือ “อิสรภาพ” (Freedom)
อิสระที่จะตื่นมาวาดรูปทิวทัศน์เงียบๆ โดยไม่ต้องสนว่าใครจะกดไลก์ อิสระที่จะใช้เวลากับครอบครัวโดยไม่มีเดดไลน์
ในบทสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อถูกถามว่าปรัชญาการเงินของผมคืออะไร?
“ผมมองว่าเงินไม่ได้เป็นเกมที่ต้องเอาชนะใคร มันคือ Infinite Game ที่เราต้องเล่นและรอด โดยไม่ต้องไปสนว่าคนอื่นจะมีมากหรือน้อยกว่าเรา”
ผมคิดและเชื่อแบบนั้นจริงๆ
แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากทฤษฎี “Finite and Infinite Games” ของศาสตราจารย์ James P. Carse นักปรัชญาศาสนาผู้ล่วงลับที่ได้แบ่งเกมออกเป็นสองประเภท:
- Finite Game (เกมที่มีจุดจบ): เล่นเพื่อเอาชนะ มีจุดจบ มีผู้แพ้ผู้ชนะชัดเจน (เช่น ฟุตบอล, การเลือกตั้ง, ตลาดหุ้นรายวัน)
- Infinite Game (เกมที่ไม่มีจุดจบ): เล่นเพื่อที่จะได้ “เล่นต่อไป” (To continue the play) เป้าหมายไม่ใช่ชัยชนะ แต่คือความยั่งยืน (เช่น ชีวิต, มิตรภาพ, อิสระ, สร้างสรรค์ผลงาน)
ความทุกข์ของคนยุคปัจจุบัน เกิดจากการที่เราเอา “กติกาของเกมที่มีจุดจบ” ไปใช้ตัดสิน “เกมที่ไม่มีจุดจบ” เราพยายามจะ “ชนะ” ในชีวิต ทั้งที่ชีวิตเป็นเกมที่ไม่มีเส้นชัย
James Carse กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เกมที่มีจุดจบเล่นเพื่อชัยชนะ เกมที่ไม่มีจุดจบเล่นเพื่อที่จะได้เล่นต่อไป”
เมื่อเรามองเงินเป็นเกมที่มีจุดจบเราจะเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่จบสิ้น เราจะกลายเป็นหนูที่วิ่งอยู่บนจักร
แต่เมื่อเรามองมันเป็นเกมที่ไม่มีจุดจบเหมือนที่ผมตอบไปในบทสัมภาษณ์ เงินจะเปลี่ยนสถานะจาก “เป้าหมาย” กลายเป็นเพียง “ทรัพยากร” ที่ช่วยให้เราดำรงอยู่ได้นานพอที่จะทำสิ่งที่เรารัก
Ravikant ขยายความในจุดนี้ได้อย่างคมคายว่า “ชัยชนะที่แท้จริงไม่เกี่ยวกับอีโก้ แต่มันเกี่ยวกับเลเวอเลจและทางเลือก”
พูดอีกอย่างคือเงินสำคัญไม่ใช่เพราะสิ่งที่มันซื้อได้ แต่สำคัญเพราะสิ่งที่มัน “กำจัดทิ้งไป” ได้ต่างหาก มันกำจัดความกลัว ความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาคนอื่น และความเร่งรีบในชีวิต
Bill Watterson ไม่ได้ปฏิเสธเงินเพราะเขาเกลียดเงิน แต่เขาหาเงินได้มากพอที่จะซื้อ “สิทธิ์ในการปฏิเสธ” (The right to say no) เขาใช้เงินซื้ออิสรภาพคืนจากระบบ แล้วเดินออกจากโต๊ะเจรจาอย่างผู้ชนะที่แท้จริง
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด คิดว่าการ “ไม่เล่นเกม” คือการหนีไปบวชหรือปฏิเสธโลกที่กำลังดำเนินอยู่ แต่ Naval เตือนว่า “ถ้าคุณถอยออกมาโดยไม่มีแต้มต่อ คุณก็ยังถูกจองจำด้วยความขาดแคลนอยู่ดี”
ดังนั้น บทสรุปของการใช้ชีวิตอย่างผู้ชนะ จึงไม่ใช่การปฏิเสธโลกทุนนิยม แต่คือการเรียนรู้กติกา เล่นให้เก่ง เล่นให้ชนะ สร้างความมั่นคงให้ตัวเองและครอบครัว สะสมเงินสำรองให้มากพอ จัดการบริหารเงินให้ดี จนกระทั่งวันหนึ่งที่คุณเดินมาถึงจุดที่สามารถวางจอยเกมลงได้
ผู้ชนะที่แท้จริงมักดูไม่เหมือนผู้ชนะสักเท่าไหร่ สงบ ไม่รีบร้อน ไม่โอ้อวด เพราะไม่ได้เล่นเพื่อเสียงปรบมืออีกต่อไป เพราะรางวัลที่แท้จริงไม่ใช่นำโด่งอยู่บนกระดาน รางวัลที่แท้จริงคือการลุกออกจากโต๊ะนั้นได้ต่างหาก
เหมือนกับ Bill Watterson ที่ทิ้งกระดานวาดรูปมูลค่ามหาศาล เพื่อออกไปเดินสำรวจโลกที่ปกคลุมด้วยหิมะ… โลกที่เขาเป็นเจ้าของเวลาและจิตวิญญาณของตัวเองอย่างสมบูรณ์
“โลกนี้มันช่างมหัศจรรย์นะฮอบส์เพื่อนยาก… ออกไปสำรวจกันเถอะ!”
—-
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆 ]
[Better, Not Done]
แหล่งอ้างอิง:

Leave a comment