“ตลอดชีวิตของฉัน ฉันวิ่งตามเป้าหมายตลอด”
เมื่อได้ยินถ้อยคำประมาณนี้จากคนที่ประสบความสำเร็จ ดูเหมือนโลกทั้งใบจะหมุนเร็วขึ้นจนเราต้องวิ่งเร็วไปด้วย ความรู้สึกประทับใจระคนอิจฉาเล็ก ๆ มักก่อตัวขึ้นในจิตใจ และบ่อยครั้งที่เราเผลอหันกลับมามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก แล้วตั้งคำถามด้วยความกังวลว่า “เอ…ชีวิตฉันดูเหมือนหยุดนิ่งจังเลย หรือฉันยอมแพ้ให้ความขี้เกียจไปแล้วกันนะ”
แม้ส่วนตัวผมเป็นมนุษย์ที่ทำงานหนัก และเชื่อว่า Work-Life Balance ในแต่ละช่วงชีวิตก็ไม่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อเรื่องการหยุดพักอย่างตั้งใจ ทั้งระหว่างวัน (นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ เดินเล่น ฟังเพลง ฯลฯ) และเป็นช่วงๆ ระหว่างปีด้วย
ในโลกที่ยกย่องความเร็ว “การลงมือทำบ้าคลั่ง” กลายเป็นศาสนาใหม่ที่เราต่างศรัทธา เราเชื่อว่าคนที่วิ่งไม่หยุด คือคนที่จะเข้าเส้นชัยก่อน คนที่ตารางงานแน่นขนัด คือคนที่มีคุณค่า แต่ในขณะที่เรากำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา เคยไหมครับที่คุณรู้สึกว่ายิ่งวิ่ง ยิ่งเหนื่อย แต่กลับรู้สึกว่าไม่ได้ไปไหนไกลกว่าเดิมเลย?
ในหนังสือ “วางใจไร้กังวล” ชุนเมียว มาซึโนะ (Shunmyo Masuno) พระนิกายเซน เปรียบเทียบชีวิตเหมือนการเดินขึ้นบันได แน่นอนว่ามีคนที่แข็งแกร่งพอจะวิ่งรวดเดียวถึงยอด แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ “การพยายามในครั้งเดียว” อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป
ท่านมาซึโนะกล่าวถึงหลักคิดวิถีเซนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “วิ่งเจ็ดครั้ง นั่งพักหนึ่งครั้ง” (Run seven times, sit once)
“การวิ่งแข่งไปตลอดชีวิตไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในทัศนะเซนการอยู่นิ่ง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตรงกันข้าม วิถีเซนสอนเราว่า ความนิ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง… ความนิ่งเปิดช่องให้เราได้พิจารณาตัวเอง พิเคราะห์ว่าเราเป็นอย่างไรบ้าง”
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการหยุดพักคือ “ความเฉื่อยชา” หรือการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการหยุดพักอย่างมีจุดมุ่งหมายที่เรียกว่า “Strategic Pause” หรือ “การหยุดพักเชิงกลยุทธ์” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับในแวดวงผู้นำระดับโลกและนักวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ คือกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ศักยภาพสูงสุดของมนุษย์
มีการศึกษาวิจัยที่น่าสนใจตีพิมพ์ใน Journal of Applied Psychology ระบุว่า บุคคลที่แบ่งเวลาเพื่อ “การสะท้อนความคิด” (Deliberate Reflection) เกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานของตนเอง จะมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่า และมีความมั่นใจมากกว่าคนที่เอาแต่วิ่งทำงานโดยไม่หยุดคิด
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
เพราะสมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ประมวลผลข้อมูลใหม่ตลอดเวลาเหมือนเครื่องจักรครับ
เมื่อเรา “หยุดทำงาน” และปล่อยให้ตัวเองหลุดออกจากโหมดของการจดจ่อ (Focus Mode) สมองจะสลับไปทำงานในเครือข่ายที่เรียกว่า Default Mode Network (DMN) ช่วงเวลานี้เองที่สมองจะทำการ “เชื่อมจุด” (Connecting the dots) นำประสบการณ์ที่กระจัดกระจายมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งเรามักจะคิดไม่ออกตอนที่กำลังหน้าดำคร่ำเครียด
ธัญ-ธัญวัฒน์ อิพภูดม เล่าให้ฟังว่าช่วงนี้เขาวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำมากขึ้น หลังจากที่ค้นพบว่าสุขภาพตัวเองเริ่มไม่ดีหลังจากโหมทำงานหนักมาตลอด ตั้งแต่เป็นนักข่าวภาคสนาม จนมาเป็นบรรณาธิการ The Matter และ Co-Host รายการพอดแคสต์ชื่อดังอย่าง “Untitled Case” อย่างในตอนนี้
วันที่สัมภาษณ์เขาเพิ่งไปวิ่งจบ 10K มา เขาบอกว่าช่วงเวลาที่วิ่งตอนเช้าชั่วโมงสองชั่วโมงเหมือนสมองมันได้คลายปมทางความคิดที่เกิดขึ้นมาจากวันก่อนหน้า เป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีใครกวนใจ งานยังไม่มา ลูกค้ายังไม่ตาม
แม้การวิ่งออกกำลังกายจะเป็นกิจกรรมแบบ Active แต่ในมุมของสมองแล้วมันคือช่วงเวลาที่ได้หยุดพักจากงาน ไม่ได้คิดเรื่องงานหรือลงมือทำงานเหมือนที่นั่งบนโต๊ะ มันคือช่วงเวลาเพื่อ “การสะท้อนความคิด” แบบ Strategic Pause ที่ทำให้สมองเรากลับเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายและคิดนู่นนี่ไปเรื่อย (นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ผมเชื่อว่าช่วงสมัยเราเป็นเด็กที่มีเวลาคิดไปเรื่อย เราถึงมีโอกาสสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้เยอะกว่าปกติ)
นอกจากสุขภาพจะค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว เขาบอกว่าสิ่งที่ดีกว่าคือสมองโล่งและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
มาร์คัส ทุลลิอุส ซิเซโร (Marcus Tullius Cicero) รัฐบุรุษและนักปราชญ์ชาวโรมัน เคยกล่าวไว้ด้วยถ้อยคำที่คมคายว่า
“It is not by muscle, speed, or physical dexterity that great things are achieved, but by reflection, force of character, and judgment.”
“ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ได้มาด้วยพละกำลัง ความเร็ว หรือความคล่องแคล่วทางกาย หากแต่ได้มาด้วยการไตร่ตรอง พลังแห่งอุปนิสัย และวิจารณญาณ”
การหยุด จึงไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการลับคมวิจารณญาณให้เฉียบคมขึ้น
ท่านมาซึโนะยังชี้ให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ลึกซึ้งของการหยุด นั่นคือการหยุดเมื่อเรา “สะดุด” หรือล้มเหลว
ท่านกล่าวว่า “อาตมาเชื่อว่าการหยุดเมื่อคุณสะดุดหรือล้มเหลวจะเป็น สิ่งที่มีประโยชน์ การหยุดหรือการสะดุดนั้นมีสาเหตุเสมอ และการค้นหาสาเหตุนั้นให้พบก็เป็นเรื่องสำคัญ… หากคุณมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่สืบหาต้นเหตุ… พูดอีกอย่างคือ คุณจะยังทำผิดซ้ำ ๆ อยู่ดี”
ลองจินตนาการดูนะครับ หากเราวิ่งสะดุดหินก้อนหนึ่งแล้วล้มลง แต่เรารีบลุกขึ้นวิ่งต่อทันทีโดยไม่หันกลับไปดู เราอาจจะวิ่งไปได้อีกสักพัก แล้วก็อาจจะสะดุดหินก้อนเดิม หรือหลุมเดิม ๆ อีกครั้ง เพราะเราไม่เคยให้เวลากับการ “ทำความเข้าใจ” พื้นที่ที่เราวิ่งอยู่เลย
“จงตามหลังการกระทำที่มีประสิทธิภาพด้วยการไตร่ตรองอันเงียบสงบ เพราะจากการไตร่ตรองอันเงียบสงบนั้น จะนำมาซึ่งการกระทำที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่า” ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) บิดาแห่งการบริหารจัดการสมัยใหม่เคยกล่าวไว้
คำสอนของท่านมาซึโนะ เรื่อง “ทำแล้วหยุด” ที่มาจากคัมภีร์จีนโบราณ จึงไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์สมองและการบริหารจัดการอย่างน่าทึ่ง “แนวคิดนี้เน้นว่าการหยุดและพิจารณาตัวเราเองอย่างน้อยวันละครั้งเป็นเรื่องสำคัญ… อาตมาขอให้คุณลองใช้เวลาคิดถึงสรรพสิ่งต่าง ๆ บ้าง ไม่ใช่คิดถึงแต่ว่าจะไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้อย่างไร”
ในขณะที่คุณเฝ้ามองเพื่อนร่วมงาน หรือคนในโซเชียลมีเดียพุ่งทะยานไปข้างหน้า มันเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกใจหายหรือกังวล แต่ขอให้ระลึกเสมอว่า ชีวิตไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร แต่เป็นการวิ่งมาราธอนที่ยาวนาน การที่คุณเลือกที่จะเดินช้าลงเพื่อชมดอกไม้ข้างทาง หรือหยุดนั่งพักเพื่อผูกเชือกรองเท้าให้แน่นขึ้น ไม่ได้แปลว่าคุณกำลังถอยหลัง แต่มันคือการเตรียมพร้อมที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและมีความสุขกว่าเดิม
ลองให้ตัวเอง “หยุด” ดูสักนิดไหมครับ? ไม่ใช่หยุดเพราะขี้เกียจ แต่หยุดเพื่อให้จิตวิญญาณของคุณได้วิ่งตามร่างกายทัน หยุดเพื่อถามตัวเองเบา ๆ ว่า “ที่วิ่งอยู่นี้ เรากำลังวิ่งไปไหน และเพื่ออะไร?”
มันคือช่วงจังหวะที่หายไปจากชีวิตปัจจุบัน และการ “หยุด” อย่างตั้งใจ อาจจะพาเราไปได้ไกลกว่าการ “วิ่งไม่หยุด” ก็ได้นะครับ
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆 ]
[ Better, Not Done ]

Leave a comment