[ Better, Not Done ]

มีแฟนเพจคนหนึ่งทักมาหาเมื่อไม่นานมานี้บอกว่างานของเพจหนึ่งคล้ายงานของผมมาก พอกดเข้าไปดูมันก็มีความคล้ายอยู่นิดหนึ่งแหละ แต่เชื่อว่าไม่มีเจตนาขโมยผลงาน ผมเลยขอบคุณน้องที่มาแจ้งแล้วพูดติดขำๆ ไปว่าเขาอาจจะได้รับ ‘แรงบันดาลใจ’ บางอย่างไปก็ได้นะ

ซึ่งเอาจริงๆ ทำให้นึกย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของตัวเองเช่นกัน

วันก่อนคุยกับนักเขียนชื่อดังระดับประเทศหลายคน ทุกคนตอนนี้เรียกว่าอยู่ในจุดที่มีเอกลักษณ์ผลงานโดดเด่นเป็นของตัวเอง มีตัวตนที่ชัดเจน จนเรียกว่ามีความ ‘ออริจินัล’ ของตัวเองกันหมดแล้ว

แต่มีประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมาคือ ‘จุดเริ่มต้น’ ของการมาเป็นนักเขียน ซึ่งแต่ละคนก็ได้รับแรงบันดาลใจแตกต่างกันออกไป บางคนก็เป็นนิยาย มังงะ บางคนก็ไปอ่านงาน Pop-Science ของต่างประเทศ หรือบางคนก็อ่านประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก

ย้อนกลับมาคิดถึงตัวเอง ตอนเริ่มต้น งานของผมคือได้รับแรงบันดาลใจมาจาก พี่เอ๋-นิ้วกลม พี่หนุ่ม-โตมร พี่ก้อง-ทรงกลด และ พี่ตุ๊ก-วิไลรัตน์ เยอะมากๆ

เรียกว่า ‘แรงบันดาลใจ’ อาจจะเป็นการหีบห่อที่สวยหน่อย พูดง่ายๆ คือผม ‘เลียนแบบ’ วิธีการเขียนของพวกพี่ๆ เขาอย่างหน้าไม่อายเลยดีกว่า

เห็นสำนวนตรงไหนดี ลองหยิบมาปรับใช้ ตรงไหนพี่เขาเล่าเรื่องสนุก ลองเอามาดูบ้าง ผสมผสานจนวันหนึ่งมันก็กลายเป็นสไตล์งานเขียนของเราที่อาจจะมีกลิ่นของหลายคนตลบอบอวนอยู่ในนี้

ตอนไปแจกลายเซ็นที่งานหนังสือ มีน้องคนหนึ่งถามว่า “พี่โสภณ เริ่มเขียนยังไง ผมอยากเขียนบ้าง แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่รู้จะเล่ายังไง?”

ผมบอกตรงๆ เลยว่า “ลองดูงานเขียนของคนที่เราชอบอ่าน แล้วลองลอกการบ้านดู เล่าแบบเขาเลย เรื่องเป็นของเรา แต่เล่าแบบคนคนนั้นเล่า อย่างพี่ตอนเริ่ม พี่ก็ใช้วิธีนี้ ถามตัวเองว่า ‘ถ้าเป็นพี่เอ๋ นิ้วกลม เขาจะเล่าเรื่องนี้ยังไง?’ แล้ววันหนึ่งนะ…เชื่อสิสักผ่านไปสัก 4-5 ปี มันจะเริ่มมีความแตกต่าง เพราะเราก็จะเริ่มมีน้ำเสียงบางอย่างของตัวเองด้วย”

คำแนะนำนี้ผมเชื่อว่ายังใช้ได้

“ตัวตน” ถือเป็นสิ่งมีค่า และยิ่งยุคนี้ที่เราต่างตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลที่ต้อง “แตกต่าง” เราถูกสอนให้แสวงหาเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ให้สร้างงานที่ไม่เหมือนใคร และให้หลีกหนีคำว่า “ลอกเลียนแบบ” ราวกับเป็นเชื้อร้ายทางความคิด

แต่ความพยายามที่จะเป็นต้นฉบับอย่างบ้าคลั่งนี้เอง อาจเป็นกรงขังที่แน่นหนาที่สุดที่ขัดขวางไม่ให้เราสร้างสรรค์อะไรได้เลย

[ ผมไม่ได้หมายถึง ‘ลอกเลียนแบบ’ หรือ Plagiarism นะครับ (ที่นำผลงาน คำพูด ความคิด หรือทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นมาใช้เสมือนเป็นของตนเอง โดยไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาที่ถูกต้องหรือไม่ให้เครดิต ซึ่งอาจทำโดยตั้งใจ) เพราะแน่นอนนั่นคือเรื่องที่ผิดเพราะเป็นการขโมยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เป็นการเลียนแบบแนวทาง สไตล์ การคิด การนำเสนอ ฯลฯ สิ่งที่เราต้องการจะสื่อ ]

ย้อนกลับไปในปี 1903 Helen Keller เพื่อนสนิทของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Mark Twain ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ เมื่อเรื่องสั้นของเธอ The Frost King ถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหาคล้ายคลึงกับนิทานเรื่อง Frost Fairies ของ Margaret Canby มากจนเกินไป แม้ในทางกฎหมายเธอจะพ้นผิด แต่บาดแผลในใจจากข้อครหาว่า “ขโมยความคิด” นั้นฝังลึกและสร้างความอับอายให้เธอมากๆ

Mark Twain กลับมองเห็นต่างออกไป เขาเขียนจดหมายปลอบโยนเพื่อนของเขาว่า

“…แก่นแท้ จิตวิญญาณ หรือขอพูดให้ลึกไปกว่านั้นคือ เนื้อหา สาระสำคัญ และวัตถุดิบที่มีค่าของถ้อยคำมนุษย์ ล้วนคือการลอกเลียนทั้งสิ้น ในทางปฏิบัติแล้ว ไอเดียทั้งหมดคือของมือสอง ที่ถูกดึงมาอย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวจากแหล่งที่มานับล้าน…”

— Mark Twain (จดหมายถึง Helen Keller, 1903)

Twain กำลังบอกเราว่า “ไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์”

ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการเสกสรรปั้นแต่งสิ่งใหม่จากความว่างเปล่า แต่มันคือ “คณิตศาสตร์ของการผสมผสาน” เราหยิบจับเศษเสี้ยวของอดีต ร้อยเรียงถ้อยคำจากศตวรรษก่อน และส่งผ่านมันออกมาใหม่ผ่านฟิลเตอร์ที่มีชื่อว่า “ตัวเรา”

หากเรายอมรับความจริงข้อนี้ได้ มุมมองในการสร้างงานจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราจะเลิกกดดันตัวเองให้เป็น “ออริจินัล” และเริ่มอนุญาตให้ตัวเองเป็น “ผู้เรียนรู้” ผ่านการเลียนแบบอย่างมีศิลปะแทน

(ย้ำอีกครั้ง ไม่ใช่ Plagiarism)

ผมชอบแนวคิดหนึ่งชื่อ “The Helsinki Bus Station Theory” ของช่างภาพระดับตำนาน Arno Rafael Minkkinen ซึ่งเปรียบเทียบเส้นทางของคนทำงานสร้างสรรค์กับระบบรถบัสในเมืองเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ ที่สถานีต้นทาง รถบัสหลายสายจะจอดอยู่ที่ชานชาลาเดียวกัน และเมื่อรถออกตัว วิ่งไปตามเส้นทางในระยะ 1-2 กิโลเมตรแรก รถทุกสายจะวิ่งทับเส้นทางเดียวกัน จอดป้ายเดียวกัน และมองเห็นวิวทิวทัศน์เดียวกัน

เปรียบเสมือนช่วงเริ่มต้นของการทำงานศิลปะหรือการสร้างสรรค์ เราทุกคนเริ่มต้นด้วยการ “ลอกเลียน” หรือทำตามฮีโร่ที่เราชื่นชม เราถ่ายภาพมุมเดียวกับช่างภาพดัง เราเขียนสำนวนเดียวกับนักเขียนที่เราศรัทธา ผลงานของเราในช่วงนี้จึงดู “เกร่อ” และ “ซ้ำซาก” เหมือนกับรถบัสที่วิ่งทับเส้นทางกัน

ปัญหาคือ เมื่อคนส่วนใหญ่ตระหนักว่างานของตัวเองไปเหมือนกับคนอื่น พวกเขาจะตกใจ รู้สึกไร้ค่า และตัดสินใจ “ลงจากรถ” เพื่อวิ่งกลับไปที่สถานีต้นทางและหาสายรถเมล์ใหม่ที่หวังว่าจะแตกต่าง แต่แล้วพวกเขาก็จะพบว่ารถสายใหม่นั้น ก็ยังวิ่งทับเส้นทางเดิมๆ ในช่วงแรกอยู่ดี วนเวียนอยู่กับการเริ่มต้นและล้มเลิก เพราะทนไม่ได้ที่ตนเองไม่มีเอกลักษณ์

คำแนะนำของ Minkkinen นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลังมากๆ นั่นคือ “Stay on the bus” (จงอยู่บนรถบัสต่อไป)

หากคุณอดทน ทำซ้ำ เลียนแบบ และฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ รถบัสจะเริ่มแยกสายออกไปยังเส้นทางเฉพาะของมันเอง ป้ายหยุดรถต่อไปจะเริ่มมีคนลงน้อยลง วิวทิวทัศน์จะเริ่มแปลกตา และในที่สุด เส้นทางนั้นจะเป็นเส้นทางที่มีเพียงคุณเท่านั้นที่ไปถึง นั่นคือจุดที่ “อัตลักษณ์” หรือ “ตัวตน” ที่เราค้นหามาตลอดถือกำเนิดขึ้น ไม่ใช่จากการพยายามแตกต่างตั้งแต่ก้าวแรก แต่จากการทำซ้ำจนเชี่ยวชาญและตกผลึกจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับเรา

ลอกเลียนแบบอย่างมีศิลปะกับขโมยนั้นต่างกัน เรื่องนี้เราต้องแยกให้ออก

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมชอบมากคือ “Steal like an Artist” ของ Austin Kleon ซึ่งสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน โดยแก่นของมันคือลอกเพื่อเรียนรู้ ฝึกฝนตัวเอง (ไม่ใช่เอาไปใส่ให้ AI แล้วพ่นงานออกมา อันนั้นไม่ได้ฝึกอะไรนะ ยิ่งแย่กว่าเดิมอีก) ศึกษาจากหลายแหล่ง ทำไปเรื่อยๆ (Stay on the Bus) นานพอจนหาเสียงของตัวเองให้เจอ

ไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ แม้แต่ The Beatles ยังเล่นคัฟเวอร์มาก่อน แล้วค่อยพัฒนาทางของตัวเอง เลือกสิ่งที่ควรค่าแก่การนำมาใช้ อย่าเอามาใช้หมด ส่วนไหนที่รู้สึกว่าไม่ใช่ก็ทิ้งไป เสพงานให้หลากหลาย (พวกศิลปะ เพลง หนัง มังงะ พวกนี้ได้หมด) ถามตัวเองว่าทำไมสีนี้ถึงทำงานกับความรู้สึก? ทำไมประโยคนี้ถึงกระแทกใจ? การมองเห็นโครงสร้างที่ซ่อนอยู่คือก้าวแรกของการทำความเข้าใจ

ที่สำคัญคือลองทำ เอามาใช้เยอะๆ และเรียนรู้ปรับเปลี่ยนเสมอ นักเขียนที่ดีคือนักอ่านที่ขโมยโครงสร้างประโยคมาใช้จนคล่องมือ นักดนตรีที่เก่งกาจเริ่มจากการแกะเพลงของคนอื่น การทำซ้ำช่วยให้เราเชี่ยวชาญ

จุดที่รถบัสเริ่มแยกสาย คือตอนที่แม่นในทักษะพื้นฐานแล้ว หยิบยืมวัตถุดิบจากแหล่งอื่นที่ไกลตัว นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อาจเรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องจากประวัติศาสตร์โบราณ ช่างภาพอาจเรียนรู้เรื่องแสงจากภาพวาดเรอเนสซองส์ การชนกันของไอเดียที่แตกต่างจะก่อให้เกิดอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจ

โยนทุกอย่างเทรวมลงในหม้อต้ม ทักษะ ความรู้ สิ่งที่เก็บเกี่ยวมา หลอมรวมกับ “ประสบการณ์ส่วนตัว” ของคุณ รสนิยม ความเจ็บปวด ความหมกมุ่น ผลลัพธ์ที่ออกมาจะมี “ร่องรอย” ของ “ตัวตน” ของคุณที่กลายเป็นลายเซ็นอย่างแน่นอน

Mark Twain กล่าวทิ้งท้ายในจดหมายฉบับนั้นว่า “…ส่วนที่เหลืออีก 99 ส่วนของสิ่งที่เราเรียกว่าปัญญา ล้วนเป็นการลอกเลียนทั้งสิ้น การเรียนรู้สิ่งนี้ควรสอนให้เราถ่อมตน”

การยอมรับว่าเราไม่ใช่ผู้สร้างสิ่งใหม่ แต่เป็นเพียงผู้ส่งต่อและดัดแปลงที่ยอดเยี่ยม คืออิสรภาพที่แท้จริงของคนทำงานสร้างสรรค์ เลิกกดดันตัวเองให้ต้องเป็นหนึ่งเดียวในโลกตั้งแต่วันแรก จงกล้าที่จะเป็นนักเรียน กล้าที่จะเลียนแบบอย่างมีศิลปะ

ออริจินัลไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็น “ปลายทาง” ของกระบวนการที่ยาวนาน

จงอยู่บนรถบัสคันนั้นให้นานพอ จนกว่าโลกจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่มีเพียงคุณเท่านั้นที่จะพาไปดูได้


[ #เก่งแบบเป็ด 🦆 ]
[ Better, Not Done ]


อ้างอิง

https://www.gutenberg.org/files/3197/3197-h/3197-h.htm#2H_4_0003
https://followmentalgarden.substack.com/p/myth-originality-mark-twain
https://jamesclear.com/stay-on-the-bus


ไม่พลาดบทความที่จะช่วยให้คุณเก่งขึ้นจาก Producktivity

เพียงกรอก e-mail ที่ลิงก์นี้ -> Subscribe 📮 <-, รับรองไม่มี Spam แน่นอนครับ

Leave a comment