ลองจินตนาการถึงวันที่คุณได้ครอบครองทุกอย่างที่เคยฝันถึงดูครับ วันที่คุณได้เลื่อนตำแหน่ง วันที่คุณได้รับรางวัลใหญ่ วันที่คุณย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ที่ฝันไว้นาน หรือแม้แต่วันที่คุณแต่งงาน—เหตุการณ์เหล่านี้ควรจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นใช่ไหม? แต่ทำไมความรู้สึกนั้นกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว ทำไมเราถึงกลับมายืนอยู่ที่จุดเดิมของความรู้สึก ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย
สำหรับ อาร์เธอร์ บรูคส์ (Arthur Brooks) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ความสุขที่มีชื่อเสียงระดับโลก วันนั้นคือปี 2004 วันที่เขาได้รับการบรรจุเป็นศาสตราจารย์ถาวร (Tenure) ในมหาวิทยาลัยระดับโลก หลังจากตรากตรำทำงานวันละ 12 ชั่วโมงมานานนับปีเพื่อแลกกับตำแหน่งที่มั่นคงที่สุดในชีวิตวิชาการ
ในทางทฤษฎี นั่นควรจะเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุด
แต่ความจริง เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า
“ส่วนหนึ่งนั้นเป็นผลจากปัจจัยภายนอก: ในวันนั้น ลูกชายของผมเพิ่งก่อวีรกรรมกัดเพื่อนไปถึงสามคนกลางงานวันเกิดตัวเองที่โรงเรียนอนุบาล จนต้องถูกหิ้วตัวออกมา (ส่วนงานเลี้ยงก็ดำเนินต่อไปโดยไร้เงาเจ้าของวันเกิด) แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของสภาวะภายในจิตใจ: จู่ๆ ชีวิตก็พลันรู้สึกว่างเปล่า ไร้ซึ่งเป้าหมายและแก่นสารใดๆ ที่จะยึดเหนี่ยว”
นั่นคือวันที่บรูคส์ตระหนักได้ถึงความจริงที่น่าตลกร้ายที่สุดและเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะเขาคือผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน “ศาสตร์แห่งความสุข” ที่กำลัง “ไร้ความสุข” อย่างสิ้นเชิง
เรื่องราวของบรูคส์ไม่ใช่แค่เรื่องเศร้าที่เขาเก็บเอาไว้เล่าในบทความของตัวเองเท่านั้น แต่มันคือภาพสะท้อนของกับดักที่คนยุคปัจจุบันกำลังติดอยู่
กับดักที่เราเชื่อว่ามี “กระสุนเงิน” (Silver Bullet) หรือทางลัดวิเศษซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง เราเชื่อฝังหัวว่าแอปพลิเคชันถัดไป, ยาเม็ดถัดไป, หนังสือฮาวทูเล่มถัดไป หรือความสำเร็จครั้งถัดไป จะช่วยสยบวิกฤตแห่งความหมายที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ความบ้าคลั่งของชีวิตสมัยใหม่ได้
แต่ถ้ามันมีจริงๆ หรือเป็นไปได้จริงไ ทำไมเมื่อเรายิ่งวิ่งไล่ตามความสุข เรากลับพบเพียงเงาที่เตลิดหนี?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเรา “พยายามไม่พอ” แต่อยู่ที่กลไกทางจิตวิทยาที่ย้อนแย้ง ซึ่งนักคิดระดับโลกได้ค้นพบมานานแล้ว
ในทางปรัชญามีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า “The Paradox of Hedonism” (ความย้อนแย้งของสุขนิยม) แนวคิดนี้อธิบายว่า ยิ่งเราตั้งเป้าหมายไปที่ “ความสุขส่วนตัว” โดยตรงมากเท่าไหร่ ความสุขนั้นยิ่งหลุดลอยไปไกลเท่านั้น
เพราะอะไร?
วิคเตอร์ แฟรงเคิล (Viktor Frankl) จิตแพทย์ผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซี ค้นพบว่า มนุษย์เราไม่ได้โหยหาความสุข (Happiness) มากเท่ากับโหยหา “ความหมาย” (Meaning)
ในหนังสืออมตะวาจาของเขา Man’s Search for Meaning แฟรงเคิลได้เตือนสติคนยุคใหม่ที่พยายาม “เล็งเป้า” ไปที่ความสุขโดยตรงว่า เป็นการกระทำที่ผิดธรรมชาติ เพราะความสุขนั้นเป็นสิ่งที่ต้อง “เกิดขึ้นตามมา” เป็นผลพลอยได้ไม่ใช่สิ่งที่ “ไล่ตามได้” เขาเขียนไว้อย่างคมคายว่า:
“For success, like happiness, cannot be pursued; it must ensue, and it only does so as the unintended side-effect of one’s personal dedication to a cause greater than oneself or as the by-product of one’s surrender to a person other than oneself.”
“ความสำเร็จก็เฉกเช่นเดียวกับความสุข คือมันไม่อาจได้มาด้วยการวิ่งไล่ล่า แต่มันต้องเกิดขึ้นเอง และมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็น ‘ผลพลอยได้’ ที่ไม่ได้ตั้งใจ จากการที่เราอุทิศตนให้กับเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง หรือจากการยอมจำนนต่อความรักที่มีให้ผู้อื่น”
คำกล่าวของแฟรงกิล สะท้อนกลับมายังชีวิตของอาร์เธอร์ บรูคส์ อย่างน่าประหลาด บรูคส์ยอมรับในงานเขียนว่าเขาไม่ได้เกิดมาเป็นคนมีความสุข โดยพื้นฐานแล้วเขามียีนของความหม่นหมองที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ (คุณปู่ทวดเฮนรี่ บรูคส์ ผู้ซึ่งแม้อายุยืนถึง 92 ปี แต่กลับสรุปชีวิตตัวเองสั้นๆ ว่า “Stricken in years” (ชอกช้ำด้วยกาลเวลา))
แต่บรูคส์เลือกที่จะไม่จำนนต่อพันธุกรรม และไม่เลือกเส้นทางความสุขฉาบฉวย เขาเลือกวิถีทางที่สอดคล้องกับแนวคิดของแฟรงเคิล คือการเลิกหมกมุ่นกับความทุกข์ของตัวเอง แล้วเปลี่ยนมันเป็น “วัตถุดิบ” เพื่อการศึกษา เขาใช้ทักษะทางวิชาการชำแหละความทุกข์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่จะช่วยยกระดับจิตวิญญาณของเพื่อนมนุษย์
บรูคส์เปลี่ยนนิยามของความสุขจากการ “รอคอยให้เกิดขึ้น” (Passive) เป็น “ทักษะที่ต้องฝึกฝน” (Active Skill) โดยเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า “การมีความสุขมากขึ้นเป็นทักษะเหมือนทักษะอื่นๆ ในโรงเรียนแพทย์ ถ้าคุณอยากรู้วิธีผ่าตัดไส้ติ่งโดยไม่ทำให้คนไข้ตาย คุณต้องเรียนรู้จากการสังเกต และฝึกฝนภายใต้การดูแล…”
นี่คือกุญแจสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้าม เรามักมองความสุขเป็น “ความรู้สึก” (Feeling) ที่มาแล้วก็ไป แต่แท้จริงแล้ว ความสุขที่ยั่งยืนคือ “กระบวนการ” (Process) ของการใช้ชีวิต
ในโลกที่อัลกอริทึมพยายามป้อนความสุขสำเร็จรูปให้เราผ่านหน้าจอ เราอาจต้องหยุดและทบทวนบทเรียนจากทั้งแฟรงเคิลและบรูคส์ ความสุขไม่ใช่สถานีปลายทางที่เราจะไปถึงเมื่อประสบความสำเร็จ และไม่ใช่รางวัลที่จะได้มาจากการเรียกร้องสิทธิประโยชน์บางอย่าง
แต่มันคือ “ผลพลอยได้” (By-product) ที่เกิดขึ้น ในขณะที่เรากำลังง่วนอยู่กับการทำสิ่งที่มีความหมาย
ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพ่อแม่ที่ดี การทำงานที่สร้างคุณค่า หรือการช่วยเหลือใครสักคน การเปลี่ยนโฟกัสจาก “ฉันมีความสุขหรือยัง?” ไปสู่คำถามที่ว่า “วันนี้ฉันได้สร้างคุณค่าอะไรบ้าง?” อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการหลุดพ้นจากวิกฤตความว่างเปล่าในโลกสมัยใหม่
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆 ]
[ Better, Not Done ]
อ้างอิง :
https://www.thefp.com/p/arthur-brooks-happiness-lessons-from-a-miserable-wretch
https://iep.utm.edu/paradox-of-hedonism/
https://www.goodreads.com/quotes/790760-for-success-like-happiness-cannot-be-pursued-it-must-ensue

Leave a comment