หากคุณคิดว่า “จักรวาลกำลังร่วมมือกลั่นแกล้งคุณ”
.
ผมมีข่าวดีมาบอกครับว่า “จักรวาลไม่ได้สนใจคุณขนาดนั้น”
.
หากคุณคิดว่า “จักรวาลต้องมีคำตอบว่าความหมายของชีวิตคุณคืออะไร ที่ไหนสักแห่ง”
.
ผมมีข่าวร้ายมาบอกครับว่า “จักรวาลไม่ได้สนใจคุณขนาดนั้น”
.
ที่จริงแล้ว จักรวาลไม่ได้เกลียดคุณ และจักรวาลก็ไม่ได้รักคุณ
.
มันแค่ไม่สนใจคุณเลยต่างหาก
.
ฟังดูหดหู่ แต่ถ้าใช้เวลาคิดเรื่องนี้ให้ดี มันคือสิ่งที่ทำให้โล่งใจที่สุดในโลกเลยละครับ
.
เพราะนั่นหมายความว่าจักรวาลไม่ได้ตั้งใจให้ชีวิตคุณยากลำบาก ไม่ได้ทดสอบคุณ ไม่ได้รอให้คุณ “พิสูจน์” ตัวเอง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ผลของกฎที่ดำเนินไปตามปกติ ไม่มีมากไม่มีน้อย
.
และถ้าจักรวาลไม่ได้มอบความหมายอะไรไว้ให้คุณตั้งแต่ต้น คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ แล้วความหมายชีวิตที่เรารอให้จักรวาล “เผย” ให้ มันซ่อนอยู่ที่ไหนกัน?
.
ไม่รู้ว่าแปลกไหม แต่ผมเริ่มถามคำถามพวกนี้ตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น อยากรู้ว่า ‘เราเกิดมาทำไมเหรอ?’
.
ชีวิตมีความหมายอะไร? ในเมื่อสุดท้ายเราก็ต้องจากโลกนี้ไปอยู่ดี? ทำไมทุกวันเราต้องลุกขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหามากมาย ตะเกียกตะกายทำงานเพื่อให้มีเงินมาซื้อปัจจัยสี่ แล้วทำไมคนมากมายถึงขวนขวายสิ่งที่เรียกว่าอำนาจหรือความสำเร็จกันด้วย
.
คำถามเหล่านี้ตอบได้หมดหรอกในโพสต์เดียว หรือหนังสือสักเล่ม หรือบางทีใช้ทั้งชีวิตก็ยังหาคำตอบไม่ได้
.
มีหลายช่วงเวลาในชีวิตที่ผมกลับมานั่งอยู่เงียบๆ แล้วคิดกับคำถามแบบนี้
.
รู้สึกว่าชีวิตยังขาดอะไรบางอย่าง
.
ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่เวลา ไม่ใช่คนรัก
.
แต่เป็นความรู้สึกที่อธิบายยากว่า “ยังไม่เจอสิ่งที่ใช่”
.
ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร รออยู่ว่าวันหนึ่งชีวิตจะ “บอก” ให้รู้เองว่าควรเดินไปทางไหน
.
และระหว่างที่รออยู่นั้น วันก็ผ่านไปทีละวัน
.
จนกระทั่งวันหนึ่งผมลองพลิกคำถามกลับด้าน “หากจักรวาลไม่ได้วางแผนชีวิตคุณไว้เลยละ?” “ชีวิตอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เพียงแค่เกิดขึ้นเท่านั้น”
.
P.Z. Myers นักชีววิทยาจาก University of Minnesota เขียนไว้ในหนังสือ This Will Make You Smarter ว่าสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าใจมากที่สุดอย่างหนึ่งคือ Mediocrity Principle หรือ “หลักการที่บอกว่าคุณไม่ได้พิเศษ”
.
เรียกอีกอย่างคือ เราก็แค่มีอยู่ตรงนี้
.
มันไม่ใช่การดูถูกคุณค่าความเป็นมนุษย์นะครับ แต่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์
.
ดวงอาทิตย์ไม่ได้ถูกวางไว้ในตำแหน่งนี้เพื่อโลก มันแค่เกิดขึ้นจากการกระจายตัวของก๊าซและฝุ่นในอวกาศตามโอกาส คุณเองก็เกิดมาจากการสุ่มทางพันธุกรรม จากการแข่งขันของเซลล์สืบพันธุ์นับล้านตัว ไม่ใช่เพราะจักรวาลเลือกคุณ
.
ทุกสิ่งดำเนินไปตามกฎของธรรมชาติและความบังเอิญ ไม่มีเจตนาแอบซ่อนอยู่ข้างหลัง
.
Myers สรุปไว้ตรงๆ ว่า
“The universe lacks both malice and benevolence, but that everything does follow rules”
.
“จักรวาลไม่มีความร้ายและไม่มีความดีงามใดๆ สิ่งที่มีอยู่คือกฎ — และทุกสิ่งดำเนินไปตามนั้น”
งั้นแสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำตอบ แต่อยู่ที่ตัวคำถามเอง
.
เมื่อถามว่า “เราเกิดมาเพื่ออะไร?” นั่นหมายถึงคาดหวังและตั้งสมมติฐานไว้แล้วว่ามีคำตอบอยู่แล้วที่ไหนสักที่ รอให้เราไปค้นพบ เหมือนสมบัติที่ฝังอยู่ใต้ดิน รอแต่คนที่ขยันขุดพอ
.
Jean-Paul Sartre นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเสนอแนวคิดที่พลิกความเข้าใจนี้ไปโดยสิ้นเชิง ในงานบรรยายปี 1945 ที่ต่อมาตีพิมพ์ในชื่อ Existentialism Is a Humanism เขาบอกว่า
.
“Existence precedes essence”
.
มนุษย์ไม่เหมือนค้อน ค้อนถูกผลิตขึ้นมาพร้อมจุดประสงค์ตายตัว เพื่อตอกตะปู ส่วนมนุษย์ไม่มีจุดประสงค์อะไรแบบนั้น เราเกิดมาก่อน แล้วค่อยสร้างความหมายทีหลังผ่านการเลือกและการกระทำ
.
ไม่มีสาระสำคัญสำเร็จรูปรออยู่ในตัวคุณ ไม่มีพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่รอให้ค้นพบ ไม่มีเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้แล้วโดยจักรวาล
.
มีแค่ตัวคุณ และการเลือกของคุณเท่านั้น
.
Sartre เรียกสิ่งนี้ว่า “condemned to be free” หรือการถูกตัดสินให้เป็นอิสระ
.
มนุษย์แต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อทุกการกระทำของตัวเองอย่างเต็มที่
.
ในจักรวาลที่ไม่มีความหมายกึ่งสำเร็จรูปแบบเทน้ำร้อนรอสามนาทีแล้วพร้อมรับได้เลย คำว่า ‘ถูกตัดสิน’ ในที่นี้ไม่ใช่การลงโทษ แต่หมายถึงการที่เราไม่ได้เลือกที่จะเกิดมา
.
เราถูกโยนเข้ามาในการมีชีวิตอยู่แบบไม่มีคู่มือประกอบร่างเหมือนตู้หนังสือ IKEA แล้วถูกบังคับให้เลือก พร้อมแบกรับน้ำหนักของอิสรภาพและความรับผิดชอบนั้นไว้คนเดียว
.
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
.
น่ากลัว เพราะไม่มีใครมารับผิดชอบแทน
.
น่าตื่นเต้น เพราะหมายความว่าทุกอย่างยังเปิดกว้างอยู่เสมอ
.
แน่นอนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เจอปัญหาแตกต่างกัน ยากง่ายไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายไม่ว่ายังไงก็ต้องรับผิดชอบกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยตัวเองทั้งสิ้น
.
แล้วถ้าความหมายต้องสร้าง ไม่ใช่ค้นหา คำถามใหม่คือ สร้างอย่างไร?
.
สิ่งที่ Sartre เน้นซ้ำๆ คือ ความหมายไม่ได้เกิดจากการคิด แต่เกิดจากการลงมือ คนส่วนใหญ่ทำแบบกลับกัน รอให้รู้สึกก่อนแล้วค่อยทำ รอให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยเริ่ม
.
แต่ความชัดเจนมักมาหลังการลงมือ ไม่ใช่ก่อน
.
ลองเปลี่ยนลำดับแบบนี้ครับ
.
- เริ่มจากสิ่งที่ดึงดูดความสนใจคุณในวันนี้ ไม่ต้องรู้ว่ามันจะนำไปที่ไหน แค่ทำมัน สังเกตว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรระหว่างทาง
. - สะสมการกระทำซ้ำๆ แล้วมองย้อนกลับไป ความหมายมักปรากฏชัดขึ้นเมื่อมองย้อนหลัง ไม่ใช่เมื่อมองหน้า Steve Jobs เคยพูดในสุนทรพจน์ที่ Stanford ปี 2005 ว่า “You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backward” — จุดต่างๆ เชื่อมกันได้เมื่อมองย้อนกลับไปเท่านั้น
. - ยอมรับว่าความหมายเปลี่ยนได้ ไม่มีกฎว่าสิ่งที่สร้างไว้ในวัย 25 ต้องเป็นคำตอบตลอดชีวิต Sartre เองก็บอกว่ามนุษย์คือสิ่งที่ตัวเองทำให้กลายเป็น และนั่นหมายความว่าเราสร้างใหม่ได้เสมอ
.
จักรวาลไม่ได้โหดร้ายที่ไม่มอบความหมายสำเร็จรูปให้คุณ
.
มันแค่เปิดพื้นที่ว่างเป็นกระดาษโล่งๆ ไว้ให้
.
แล้วยัดปากกาไว้ในมือให้คุณถือเอง
อ้างอิง:
— บท “The Mediocrity Principle” ของ P.Z. Myers ในหนังสือ This Will Make You Smarter
— Jean-Paul Sartre, Existentialism Is a Humanism (1945)
— https://news.stanford.edu/stories/2005/06/youve-got-find-love-jobs-says
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]
[ Better, Not Done ]

Leave a comment