ปีแรกที่ไปเรียนอเมริกา มีเรื่องหนึ่งที่งงมากคือการที่คนทั้งประเทศพร้อมใจกัน “ขยับนาฬิกา” ในคืนเดียวกัน
.
สิ่งนั้นเรียกว่า Daylight Saving Time หรือ DST — ระบบที่ให้ผู้คนหมุนนาฬิกาไปข้างหน้า 1 ชั่วโมงในช่วงใกล้เข้าฤดูร้อน และหมุนกลับในช่วงใกล้เข้าฤดูหนาว เพื่อให้ “แสงแดด” ในช่วงเย็นยาวนานขึ้น ผู้คนจะได้ใช้ชีวิตนอกบ้านได้มากขึ้น และประหยัดไฟฟ้าในตอนค่ำ
.
ฟังดูมีเหตุผลแหละ
.
แต่พอลองถามเพื่อนชาวอเมริกันหลายคนว่าทำไมต้องทำแบบนี้ คำตอบที่ได้กลับกระจัดกระจายอย่างน่าแปลกใจ บางคนบอกว่าเพราะระยะเวลากลางวันและกลางคืนเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล บางคนบอกว่าเพื่อช่วยเกษตรกร แต่คนส่วนใหญ่พูดตรงๆ ว่า
.
“ก็ทำกันมาแบบนี้แหละ อย่าไปรู้เลย เขาให้ทำก็ทำ”
.
แล้วผมก็ไม่ได้ต่างอะไรหรอกครับ ทำตามเขาไปนั่นแหละ
.
แต่พอย้อนคิดกลับไป ประโยคนั้นและความเคยชินที่ไม่มีใครตั้งคำถามทำตามๆ กันโดยไม่ได้ตั้งคำถามนี้ช่างน่าสนใจนัก
.
ไม่นานมานี้ผมไปอ่านหนังสือ Oddly Informative ของ Tom Standage เขาพูดถึงเรื่อง DST ว่าความจริงคือ DST ไม่ได้เกิดจากเหตุผลทางการเกษตรอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เริ่มต้นขึ้นในปี 1916 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีต้องการ ประหยัดถ่านหิน โดยการขยับเวลากลางวันให้ยาวขึ้นในช่วงเย็น เพื่อลดการจุดไฟในโรงงานและบ้านเรือน
.
ซึ่งมันมีเหตุผลที่ชัดเจนและเร่งด่วนในขณะนั้น
.
แต่สงครามจบไปนานแล้ว เหตุผลนั้นก็หายไปด้วย สิ่งที่เหลืออยู่คือแค่ “แรงเฉื่อยของความเคยชิน” หรือ สิ่งที่เราทำมาตลอดโดยไม่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของมันอีกต่อไป
.
ในปี 2019 รัฐสภายุโรปโหวตให้ยกเลิก DST โดยมีประชาชนส่งเสียงสนับสนุนเกือบ 5 ล้านคน และกว่า 80% ต้องการให้ยกเลิกระบบนี้ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะระบบใหญ่มีแรงเฉื่อยของตัวเอง
.
คิดย้อนกลับมา…ชีวิตของเราก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
.
Wendy Wood นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย USC ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์มากว่า 30 ปี และค้นพบสิ่งที่น่าตกใจว่า 43% ของสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจอย่างมีสติ แต่เกิดจากบริบทและความเคยชินล้วนๆ
.
เราทำมันโดยอัตโนมัติ โดยไม่เคยถามว่ามันยังสมเหตุสมผลอยู่ไหม
.
นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Behavioral Momentum
.
เมื่อพฤติกรรมหนึ่งถูกทำซ้ำนานพอ มันสร้างแรงเฉื่อยของตัวเอง ไม่ต้องการเหตุผลอีกต่อไป ต้องการแค่การทำซ้ำ เหมือนรถที่วิ่งมาเต็มความเร็ว มันไม่หยุดเพราะคุณเอามือออกจากพวงมาลัย
.
คำถามที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยถามตัวเองคือ
.
“นิสัยนี้ยังเหมาะกับชีวิตฉันอยู่จริงๆ ไหม หรือฉันแค่ยังทำมันเพราะทำมาตลอด?”
.
ไม่ใช่ทุกนิสัยที่ควรถูกสร้าง และไม่ใช่ทุกนิสัยเก่าที่ควรถูกรักษาไว้
.
ลองหยุดสักครู่แล้วลิสต์นิสัย 10 อย่างที่คุณทำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีเริ่มต้นเช้า วิธีใช้เวลากลางวัน วิธีพักผ่อน หรือแม้แต่วิธีที่คุณตอบสนองต่อความกดดัน
.
แล้วถามแต่ละข้อตรงๆ ว่า
.
“ถ้าวันนี้ฉันเพิ่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ — ฉันจะเลือกนิสัยนี้อีกครั้งไหม?”
.
นี่คือคำถามที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคุณได้เลย เพราะคำตอบที่ได้จะบอกคุณว่า อะไรคือนิสัยที่คุณ เลือก และอะไรคือนิสัยที่คุณแค่ ติดค้าง มาจากอดีต
.
เหตุผลที่ผมสามารถออกกำลังกายได้อย่างจริงจัง ก็เพราะคำถามนี้
.
ช่วงนั้นนอนดึกตื่นสาย ช่วงกลางคืนหิวๆ ต้มมาม่ากินทุกคืนจนอ้วนฉุ ทำจนเป็นนิสัย สุดท้ายเจอหมอตรวจว่าเป็นไขมันพอกตับ เลยต้องตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ว่า ถ้าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เราจะยังเลือกนิสัยแบบนี้อยู่จริงๆ เหรอ?
.
หลังจากนั้นก็เริ่มตัดนิสัยที่ไม่ดีออกทีละอย่าง
.
คนส่วนใหญ่เข้าใจและรู้ว่า DST ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป แต่พวกเขาก็ยังขยับนาฬิกาอยู่ทุกปี
.
เราก็รู้ว่ามีนิสัยหลายอย่างในชีวิตที่ไม่ได้พาเราไปไหน แต่เราก็ยังทำมันอยู่ทุกวัน
.
ความแตกต่างระหว่างคนที่พัฒนาไปข้างหน้ากับคนที่ยืนอยู่กับที่ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครรู้มากกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครกล้าหยุดถาม แล้วกล้าตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์มากกว่า
.
เพราะนิสัยที่ดีที่สุดไม่ใช่นิสัยที่ทำมานานที่สุด แต่คือนิสัยที่คุณเลือกแล้วว่ายังต้องการและจำเป็นสำหรับเป้าหมายในชีวิตอย่างแท้จริง
.
—-
แหล่งอ้างอิง
- https://www.annualreviews.org/doi/10.1146/annurev-psych-122414-033417
- https://behavioralscientist.org/good-habits-bad-habits-a-conversation-with-wendy-wood/
- หนังสือ Oddly Informative: Matters of Fact That Amaze and Delight — The Economist Books (2022)
—-
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]
[ Better, Not Done ]

Leave a comment